Day2-2 ท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ภายในหมู่บ้านประวัติศาสตร์ “ชิราคาวาโกะ”「SHIRAKAWAGO(白川郷)」 | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan

        Go to the top Page        

  ◀ BACK           NEXT ▶  



เที่ยวด้วย Pass สุดคุ้ม

ของเราคือ รีวิวการท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

ติดตามรีวิวของแต่ละวันในทริป

พร้อมตารางการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และ Pass ต่างๆ

Day2-2 ท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ภายในหมู่บ้านประวัติศาสตร์ “ชิราคาวาโกะ”「SHIRAKAWAGO(白川郷)」

NAGOYA-TAKAYAMA-SHIRAKAWAGO-TOYAMA-ALPINEROUTE-MATSUMOTO-NAGOYA

หลังจากที่ ICHIGO-CHAN ได้เดินทางจากสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม “ฮิดะทาคายามะ” ด้วยรถบัสมาประมาณ 50 นาที ตอนนี้เราก็ได้เดินทางมาที่ หมู่บ้านโบราณมรดกโลก “ชิราคาวาโกะ” ที่สามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติในฤดูกาลต่างๆ ได้พร้อมๆ กับบ้านโบราณทรง กัสโชซูคุริ

Day2-1 ทานอาหารเช้าสุดหรูที่โรงแรม「TAKAYAMA GREEN HOTEL」และเดินทางจากทาคายามะ”ไปยัง “ชิราคาวาโกะ

เมื่อเทียบกับโตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่าแล้ว บริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่อากาศหนาวเย็นกว่าที่อื่นๆ  ดังนั้นในช่วงที่สามารถใช้พาส「Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass」ช่วงกลางเดือนเมษายนจะยังคงได้เห็นหิมะที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านชิราคาวาโกะแห่งนี้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ชมวิวโดยรอบที่ปกคลุมไปด้วยหิมะในบางส่วนนั่นเอง

การท่องเที่ยวสุดคุ้มด้วยพาส「Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass」ในตอนที่ 6 นี้ ICHIGO-CHAN จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวชมภายในหมู่บ้านโบราณมรดกโลก “ชิราคาวาโกะ” กันค่ะ

 

โดยจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในหมู่บ้านโบราณ “ชิราคาวาโกะ” โดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่บริเวณ “โอกิมาจิ”「OGIMACHI(荻町)」 และ “คันมาจิ”「KANMACHI(かんまち)」ซึ่งจะต้องเดินออกจากบัสเทอร์มินอล「Shirakawa-go Bus Terminal」ไปทางด้านซ้ายมือตามถนนเส้นหลักไปเรื่อยๆ

 

เมื่อเดินมาซักพักเราก็จะได้เห็นบ้านโบราณทรงสามเหลี่ยมหลังคาฟางที่เรียกว่า “กัสโชซูคุริ” เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้กับ『บ้านวาดะ』อยู่ทางซ้ายมือ

ซึ่ง  “กัสโชซูคุริ” นี้จะเป็นภูมิปัญญาของคนในหมู่บ้านที่สร้างบ้านด้วยหลังคาฟางทรงสามเหลี่ยม โดย “กัสโช合掌” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ไหว้” มาจากหลังคาทรงสามเหลี่ยมที่เหมือนกับการไหว้นั่นเอง

ย้อนอดีตไปเมื่อ 150 กว่าปีก่อน “บ้านวาดะ” ถูกสร้างขึ้นในช่วงท้ายยุคเอโดะ ซึ่งเป็นบ้านที่ยังคงถูกใช้เป็นที่พักอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน คนทั่วไปสามารถเข้าชมภายในบ้านเพื่อสัมผัสถึงภูมิปัญญาและวิธีชีวิตของคนในหมู่บ้านนี้ได้

 

ซึ่งบ้านวาดะแห่งนี้ก็เป็นบ้านโบราณทรงกัสโชซูคุริที่ถือได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านชิราคาวาโกะที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชมในส่วนบริเวณชั้นหนึ่งบางส่วน และชั้น 2 ค่าเข้าชม 300 เยน และเมื่อเข้าไปด้านในที่บริเวณชั้น 1 ก็จะมีของใช้ในครัวเรือนหรือโบราณวัตถุต่างๆ ที่ถูกใช้จริงรุ่นสู่รุ่นของบ้านวาดะแห่งนี้

และเมื่อขึ้นบันไดไม้ชันไปแล้วก็จะเป็นส่วนที่เหมือนเป็นห้องใต้หลังคาที่สามารถชมโครงสร้างของหลังคาทรงสามเหลี่ยมของ “กัสโชซูคุริ” นอกจากนี้ยังมี “ถังไม้” ที่เอาเก็บรักษาวัตถุดิบต่างๆ หรือหม้อขนาดใหญ่ที่สามารถทำกับข้าวได้ทีเดียวในปริมาณที่ทานได้มากกว่า 10 คน เป็นต้น

 

และเมื่อชมภายในบ้านโบราณที่ “บ้านวาดะ” ไปเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินกลับมาที่ถนนใหญ่เส้นหลัก และเดินไปทางซ้ายมือ ซึ่งที่บริเวณข้างทางจะมีร้านค้าหรือบ้านเรือนต่างๆ เรียงรายอยู่มากมาย และก็จะเห็นว่าแต่ละบ้านประดับหมวกร่มสาน “ซุเกะคาซะ” หรือ “วาราจิ”(รองเท้าสานโบราณ)อยู่ตลอดทางสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

และเมื่อเดินไปซักพักก็จะเจอลานกว้างเล็กๆ ที่มีผู้คนหนาแน่นอยู่เป็นพิเศษบริเวณนี้จะมีร้านจำหน่ายของฝากเรียงรายกันอยู่หลายร้าน ซึ่งจะจำหน่ายของฝากน่ารักๆ ต่างๆ มากมายทั้ง “ตุ๊กตาซารุโบโบะ” “ขนม” “แกะสลักไม้” หรือ เครื่องต่างกาย เป็นต้น

โดยในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะประดิษฐ์สิ่งของทางภูมิปัญญามาวางจำหน่ายกันนั่นเอง

 

เดินตามถนนใหญ่ไปซักพักก็จะเจอ สี่แยกที่เมื่อตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปสู่ “คันมาจิ” และหากเลี้ยวไปทางขวามือก็จะเป็นทางไป “สะพานเดะไอ” ส่วนทางด้านซ้ายมือนั้น เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกับ “วัดมิโยเซนจิ”「Myozenji(明善寺)」เป็นวัดที่มีประตูซากุระมงที่เป็นหอระฆัง หลังคาฟางตามแบบบ้านต่างๆ ในบริเวณนี้ ถูกสร้างขึ้นในปีพ..2291 เมื่อ 270  ปีที่ผ่านมา เพียงแค่เสียค่าเข้าชม 300 เยนก็สามารถเข้าชมภายในอาคารวัดสไตล์ “กัสโชซูคุริ” ได้พร้อมๆ กับวิวบ้านที่อยู่รอบๆ ได้อีกด้วย

 

เมื่อถ่ายรูปชมประตูวัดที่สวยงามของ “วัดมิโยเซนจิ” แล้ว ต่อไปเราจะไปที่ “สะพานเดะไอ”「Deai Bridge(であい橋)」 อีกหนึ่งไฮไลท์ของการท่องเที่ยวในชิราคาวาโกะกันค่ะ โดยเดินจาก “วัดมิโยเซนจิ” ออกไปที่ทางแยก และเดินไปทางขวามือ จากนั้นก็ตรงไปเรื่อยๆ และเมื่อเจอสี่แยกก็ให้เดินตรงไปอีก ระหว่างทางเมื่อเดินเลยสี่แยกนี้มาก็จะเจอ “โคเอมง”『KOEMON』เป็นที่พักชาวบ้านทรงกัสโชซูคุริ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพักค้างคืนได้ อยู่ทางด้านซ้ายมือ เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการเข้าพักบ้านโบราณในการท่องเที่ยวชิราคาวาโกะนั่นเอง

ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ของที่พักแห่งนี้จะเป็นภาษาญี่ปุ่น และสามารถจองด้วยเอกสารภาษาอังกฤษจากการส่ง FAX เท่านั้น ซึ่งจะมีความยุ่งยากเล็กน้อย แต่รับรองว่าหากเพื่อนๆ ได้พักบ้านสไตล์ “กัสโชซูคุริ” แบบนี้เพื่อนจะได้รับประสบการณ์ดีๆ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

 

เมื่อเดินตรงผ่านสี่แยกใหญ่ไปก็จะเจอสะพาน “เดะไอ”「Deai Bridge(であい橋)」ที่พาดผ่านแม่น้ำโชที่ไหลอยู่ในชิราคาวาโกะแห่งนี้

สะพาน “เดะไอ” เป็นสะพานที่ยาวกว่า 107m เดินๆ ไปสะพานก็จะไหวเล็กน้อย หวาดเสียวนิดหน่อย จากสะพาน “เดะไอ” นี้เราจะได้เห็นวิวที่สวยมากๆ ซึ่งแม่น้ำโช สีฟ้าอ่อนขุ่น จนเกือบเห็นเป็นสีขาวนี้ เป็นแม่น้ำที่ทำให้ที่นี้ถูกเรียกว่า “ชิราคาวาโกะ” มีความหมายว่า เมืองแม่น้ำสีขาว นั่นเอง ซึ่งวิวรอบๆ เราจะได้เห็นทั้ง แม่น้ำ ภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และบ้านโบราณที่อยู่ภายในหมู่บ้าน เป็นอะไรที่สวยๆ มากๆ เลยค่ะ

 

“สะพานเดะไอ” ที่พาดผ่านแม่น้ำโชที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ก็เป็นวิวที่สวยงามน่าจดจำไม่แพ้ที่อื่นๆ เลยค่ะ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถชมหิมะที่ขาวโพลนได้ในช่วงเดือนธันวาคม ไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม สามารถชมต้นไม้ใบหญ้าผลิดอกออกผลสีสันสดใส ได้ในช่วงเดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนมิถุนายน และ สามารถชมพื้นที่เขียวชะอุ่ม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ได้ในช่วงเดือนกรกฏาคม ไปจนถึง เดือนกันยายน และสุดท้ายเพื่อนๆ สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามไม่ทั่วทั้งบริเวณได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อเพลิดเพลินกับเสน่ห์ในแต่ละฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่

ซึ่งเมื่อเดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งจะมี หมู่บ้าน「GASSHOZUKURI MINKAEN(合掌造り民家園)」อยู่ ภายในบริเวณนี้จะมีบ้านโบราณทรงสามเหลี่ยม กัชโชสึกุริ อยู่ประมาณ 9 หลัง ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมอีกด้วย

 

หลังจากถ่ายรูปที่ “สะพานเดะไอ DEAI BRIDGE” และ「GASSHOZUKURI MINKAEN(合掌造り民家園)」แล้วเราจะมุ่งหน้าไปที่โซน「KANMACHI」กันเลย

วิธีเดินไปก็ไม่ยาก ก่อนอื่นก็ต้องเดินกลับไปทางเดิมเพื่อเดินออกไปถนนใหญ่ที่เชื่อมต่อจากบัสเทอร์มินอล เมื่อออกมาที่ถนนใหญ่แล้วก็เลี้ยวไปทางขวา และเดินไปเรื่อยๆ ประมาณ 7-10 นาที ซึ่งบริเวณ “หมู่บ้านคันมาจิ” นี้เมื่อเทียบกับ “โซนโอกิมาจิ” แล้วนักท่องเที่ยวจะเบาบางกว่ามากๆ เพราะฉะนั้นจะได้ท่องเที่ยวในบรรยากาศที่ไม่แออัด และจากบริเวณนี้ยังเป็นจุดที่สามารถชมวิวทิวเขาที่ปกคุลมไปด้วยหิมะ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายนอีกด้วย ได้เพลิดเพลินกับการถ่ายรูปอย่างเต็มที่เลยค่ะ

 

เมื่อเดินลึกเข้าไปใน “คันมาจิ” อีกก็จะพบกับบ้านแบบ “กัสโชซูคุริ” เรียงติดกัน 3 หลัง พร้อมต้นไม้สูง ถูกวางองค์ประกอบเอาไว้อย่างลงตัว

และอาจเป็นเพราะบริเวณนี้เป็นส่วนที่อยู่ห่างจากเทอร์มินอลบัส จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณนี้มากนัก เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนๆ อยากเที่ยวสบายๆ ไม่แออัด และได้รูปสวยๆ แบบนี้ก็ลองแวะมาบริเวณนี้ดูนะคะ

 

ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆ ทั้ง “ฤดูใบไม้ผลิ” “ฤดูร้อน” “ฤดูใบไม้ร่วง” หรือ “ฤดูหนาว” เพื่อนๆ ก็สามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในช่วงก่อนการลงนาในฤดูใบไม้ผลิ จะเป็นช่วงเตรียมนา ทำให้ภาพวิวโดยรอบสะท้อนลงบนผิวน้ำในทุ่งนา ที่สวยงาม และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนก็จะได้ชมวิวทุ่งนาโตเต็มที่ เป็นพรมทุ่งนาสวยงาม ต่อด้วยฤดูใบไม้ร่วงที่สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ทั่วทั้งบริเวณ และในช่วงสุดท้ายคือ ฤดูหนาว ที่สามารถเที่ยวชมได้ในบรรยากาศหิมะที่ขาวโพลน จะมากี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อเลยจริงๆ ค่ะ ซึ่งวิวในบริเวณคันมาจินี้เป็นภาพที่โด่งดังถูกใช้เป็นภาพนำเสนอการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมากมายไม่ว่าจะเป็น “หมู่บ้านโบราณชิราคาวาโกะ” เอง หรือ บริเวณฮิดะ และบริเวณแถบชูบุอีกด้วย

 

และสถานที่ต่อจาก “คันมาจิ” ก็คือ “ศาลเจ้าโอกิมาจิ ฮาจิมัง”「OGIMACHI HACHIMAN JINJA(荻町八幡神社)」โดยเดินจาก “คันมาจิ” กลับไปทางบัสเทอร์มินอลเรื่อยๆ ก็จะเจอ “ศาลเจ้าโอกิมาจิ ฮาจิมัง” อยู่ระหว่างทางด้านขวามือ เป็นศาลเจ้าที่มีเสาโทริอิไม้พร้อมต้นโมมิจิ หรือต้นเมเปิ้ลขนาดใหญ่คู่ขนานอยู่ที่เสาโทริอิ เป็นวิวที่สวยมากๆ

 

เข้ามาด้านในก็จะพบกับบริเวณศาลเจ้าที่กว้างขวาง แต่ก็อย่ามัวแต่ถ่ายรูปกันเพลิดเพลินจนลืมกราบไหว้ศาลเจ้านะคะ ไหนๆ เราก็มาที่ศาลเจ้าแล้วก็ไปกราวไหว้สักการะกันเลย โดย

มาที่บริเวณศาลเจ้าหลัก(ที่มีระฆังและกล่องทำบุญอยู่หน้าอาคาร) โค้งคำนับเล็กน้อย 1 ครั้ง และโยนเหรียญใส่กล่องทำบุญ(ตามจิตศรัทธา โดยปกติประมาณ 5-50 เยน)จากนั้นสั่นสายระฆังที่ห้อยลงมา และทำการ

โค้งคำนับ 2:โค้งคำนับไปทางศาลเจ้า 2 ครั้ง

ปรบมือ 2:ปรบมือ 2 ครั้ง

โค้งคำนับ 1:อธิษฐานในใจ และโค้งคำนับอีก 1 รอบ

ซึ่งหลักการกราบไหว้แบบ โค้งคำนับ 2 ปรบมือ 2 โค้งคำนับ 1 นั้นจะเป็นการสักการะที่ศาลเจ้าเท่านั้น ในกรณีการสักการะที่วัดจะไม่มีการปรบมือ สามารถสักการะโดย พนมมือธิษฐาน และโค้งคำนับ 1 ครั้งเท่านั้น

 

หมู่บ้านโบราณชิราคาวาโกะ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “คันมาจิ” “สะพานเดะไอ” หรือ “บ้านวาดะ” นอกจากการเดินไปชมในแต่ละสถานที่แล้ว สิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งในการมาท่องเที่ยวหมู่บ้านโบราณชิราคาวาโกะแห่งนี้ ก็คือวิวจากมุมสูงที่「TENSYUKAKU VIEW POINT (天守閣展望台)」ถึงแม้ว่าจะสามารถเดินขึ้นไปสู่จุดชมวิวมุมสูง “Tensyukaku View Point” ได้เช่นกัน แต่ทางเดินขึ้นไปนั้นจะเป็นทางขึ้นเขาลาดชัน ซึ่งจะใช้เวลากว่า 15-20 นาที เพราะฉะนั้นหากไม่อยากใช้แรงเยอะแนะนำว่าให้นั่งบัสขึ้นไปจะสะดวกกว่าค่ะ ค่าโดยสารจะอยู่ที่ 200 เยน บัสนี้ให้บริการตั้งแต่ 9:00 ไปจนถึง 15:00 น.  โดยจะวิ่งชั่วโมงละ 3 เที่ยว คือนาทีที่ 0・20・40 สามารถชำระเงิน 200 เยนให้คนขับรถได้ระหว่างลงรถเลยค่ะ

 

และนี่ก็คือวิวหมู่บ้านโบราณชิราคาวาโกะที่ชมจากจุดชมวิว「TENSYUKAKU VIEW POINT (天守閣展望台)」ค่ะ จากมุมนี้เพื่อนๆ จะได้เพลิดเพลินกับฤดูกาลต่างๆ ที่สวยงาม เป็นวิวที่โด่งดังจนได้ลงในหนังสือท่องเที่ยว หรือหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมากมาย ยิ่งช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่ยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่ ดังนั้นจะทำให้ได้ชมวิวบ้านโบราณทรงกัสโชซูคุริ ปพร้อมๆ กับหิมะที่ปกคลุมอยู่ประปราย งดงามเหมือนภาพวาดเลยค่ะ

 

จุดนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากจะเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ล้นหลาม และในบรรดานักท่องเที่ยวที่ดูเหมือนว่าจะเยอะเป็นพิเศษเลยก็คือนักท่องเที่ยวชาวไทย ยิ่งเป็นช่วงที่มีหิมะหลงเหลืออยู่ยิ่งเป็นช่วงที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเป็นอย่างมาก

 

จากจุดชมวิวนี้เพื่อนๆ จะได้เพลิดเพลินกับความแตกต่างของฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่นทั้ง “ฤดูใบไม้ผลิ” “ฤดูร้อน” “ฤดูใบไม้ร่วง” และ “ฤดูหนาว” ไม่ว่าจะเป็นใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และหิมะที่ขาวโพลนในช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ ไปจนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาที่จะได้ชมวิวทิวเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะไปพร้อมๆ กับต้นไม้ใบหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ และวิวโดยรอบที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำในนาเลยค่ะ

 

วิวสวยมากๆ จนไม่อยากไปไหนเลยค่ะ แต่ตอนนี้ก็ได้เวลาเดินทางไปยังที่หมายต่อไปที่ “โทยามะ”「TOYAMA(富山)」 กันแล้ว ซึ่งที่หมู่บ้านชิราคาโกะนี้นอกจากจะมีรถบัสที่วิ่งตรงระหว่าง ชิราคาวาโกะ และ โทยามะ แล้ว ยังสามารถนั่งรถบัสกลับไปที่ทาคายามะ และเดินทางจากที่นั้นเพื่อชมทิวเขาในเส้นทางทาคายามะได้อีกด้วย

ครั้งนี้ ICHIGO-CHAN ท่องเที่ยวสุดคุ้มด้วย「Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass」เพราะฉะนั้นเราจะเดินทางกลับไปที่ “ทาคายามะ” กันก่อน จากนั้นก็นั่งรถไฟด่วนพิเศษ「WIDE VIEW HIDA」เส้นทาคายามะ ไปที่ “โทยามะ” กันค่ะ

ในตอนต่อไปเราจะพาเพื่อนๆ เดินทางจาก “ชิราคาวาโกะ” ไปยัง “ทาคายามะ” และเข้าสู่ “โทยามะ” จากนั้นก็จะทานอาหารกลางวันเป็น “กุ้งชิโระเอบิ(กุ้งขาว)”「SHIRO EBI(白エビ)」ของขึ้นชื่อของโทยามะกันค่ะ ฝากติตตามด้วยนะคะ♪

 

【ตารางการเดินทาง Day2-2 SHIRAKAWAGO】

PASS ที่ใช้ใน TRIP นี้「Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass」



        Go to the top Page        

  ◀ BACK           NEXT ▶