Day3-2 เที่ยวสวนสไตล์ญี่ปุน ลวน『KENROKUEN』 และหมู่บ้านเก่าแก่ 『HIGASHI-CHAYAGAI』

Trip3-2 เที่ยวสวนสไตล์ญี่ปุน ลวน『KENROKUEN』 และหมู่บ้านเก่าแก่ 『HIGASHI-CHAYAGAI』

หลังทานอาหารเช้าแสนอร่อยจนเต็มอิ่มที่「KANAZAWA TOKYU HOTEL」ICHIGO-CHAN ก็ได้ไปเพลิดเพลินกับการสัมผัสประสบการณ์ข้ามเวลาที่「Nagamachi Bukeyashiki-ato」(นากามะจิ บุเคะยะชิกิอะโตะ – ย่านที่พักอาศัยเก่าของซามูไรนากามะจิ) ซึ่งเป็นสถานที่อันมีชื่อเสียงของคานาซาวะ

Day3-1 สถานที่สัมผัสวัฒน SAMURAI ที่ 『BUKEYASHIKI』

ท่องเที่ยวท่ามกลางหิมะที่ตกหนักรุนแรงมากจนแทบจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับคานาซาวะเมืองแห่งหิมะนี้

รถบัสและรถไฟของคานาซะวะที่ทนต่อหิมะได้ดียังคงเปิดให้บริการตามปกติค่ะ ไม่เพียงแค่สามารถเพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มอิ่มแม้จะมีหิมะ แต่กลับทำให้เราได้ดื่มด่ำไปกับวิวทิวทัศน์ของคานาซาวะที่สวยงามในวันที่มีหิมะด้วยค่ะ

ในวันที่หิมะตกครั้งนี้เราจึงจะขอแนะนำ『KENROKUEN-GARDEN』(สวนเคนโรคุเอ็น) และ『HIGASHI-CHAYAGAI』(ฮิกาชิ จายะไก) แหล่งบันเทิงที่ยังคงหลงเหลือทิวทัศน์ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดหลายร้อยปีให้ได้ชมกันค่ะ

ICHIGO-CHAN เช็คเอาต์ออกจากโรงแรมแล้วค่ะ

จากนี้ก็จะเดินทางไปยัง「KENROKUEN」(เค็นโรคุเอ็น) หนึ่งในสามสวนใหญ่ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น

การเดินทางท่องเที่ยวในคานาซะวะ ถ้าใช้『HOKUTETSU BUS 1DAY PASS』(โฮคุเท็ตสึบัส วันเดย์พาส) ก็จะสะดวกสบายมากค่ะ

เป็นตั๋วที่สามารถขึ้นรถบัสที่วิ่งในใจกลางเมืองได้ไม่จำกัดครั้งใน 1 วันค่ะ ถ้าใช้บริการ『KANAZAWA LOOP BUS』(คานาซาวะลูปบัส) อันแสนสะดวกสบายเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในคานาซะวะ ตามปกติค่าโดยสารจะอยู่ที่รอบละ 200 เยน แบบนี้นั่ง 3 รอบก็คุ้มแล้วค่ะ ดีเลิศมาก ๆ

สามารถหาซื้อได้ที่โรงแรมใหญ่ ๆ หรือออฟฟิศจำหน่ายตั๋วของท่ารถบัสหน้าสถานีคานาซาวะค่ะ

ICHIGO-CHAN ก็เลยซื้อจาก KANAZAWA TOKYU HOTEL

แรกสุดให้บอกกับทางแผนกต้อนรับที่เราเข้าพักอยู่ว่า

「HOKUTETSU BUS 1DAY PASS WO OITEIMASUKA?」

「HOKUTETSU BUS 1DAY PASS WO OITEIMASUKA?」(โฮคุเท็ตสึบัส วันเดย์พาส โอ๊ะ โออิเท๊ะอิมะสุค๊ะ?)

 (มีตั๋วรถบัสโฮคุเท็ตสึแบบ 1 วันหรือไม่?)

ลองถามดูนะคะ

ถ้ามีก็สามารถซื้อได้จากที่นั่นเลยค่ะ

เราจะขึ้นรถ「KANAZAWA LOOP BUS」(คานาซาวะลูปบัส) จากป้ายรถบัส「KOURINBOU」(โครินโบ) ที่หันหน้ามาทาง KANAZAWA TOKYU HOTEL, LOOP-BUS มีรอบ 8 โมงเช้าไปจนถึงรอบ 6 โมงเย็น ทุก ๆ 15 นาที ใน 1 ชั่วโมงจึงมีรถวิ่ง 4 รอบค่ะ

รถบัสของคานาซาวะจะขึ้นจากประตูกลาง แล้วจึงไปจ่ายค่าโดยสารที่คนขับและลงที่ประตูหน้า

ถ้ามีพาสก็ขึ้นรถได้เลยค่ะ ตอนลงก็แค่โชว์พาสให้คนขับดู ง่าย ๆ แค่นี้เองค่ะ

ถ้าไม่มีพาส เวลาขึ้นรถให้หยิบ「ตั๋วคิว」มาด้วย แล้วเวลาลงก็หย่อนตั๋วคิวพร้อมกับค่าโดยสารลงในกล่องค่าโดยสารที่อยู่ข้าง ๆ ที่นั่งของพนักงานขับรถได้เลยค่ะ

 นั่งรถประมาณ 7 นาที รถบัสก็มาถึงป้าย「KENROKUEN SHITA」(เค็นโรคุเอ็นชิตะ)

จากตรงนี้ไปยังสวน KENROKUEN ก็อยู่ใกล้ ๆ นี่เองค่ะ ไม่มีทางหลงแน่นอน

จาก KOURINBOU มาถึงสวน KENROKUEN สามารถเดินเท้ามาได้ในเวลาไม่ถึง 15 นาที ถ้าเป็นช่วงฤดูที่อากาศดี ๆ การเดินเท้ามาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งค่ะ

ถึง『KENROKUEN-GARDEN』แล้ว

สวน KENROKUEN มีประตูอยู่หลายจุด แต่ประตูที่ใกล้ที่สุดจากป้ายรถบัสคือ「Mayumizakaguchi」(มายูมิซากะกุจิ)

คุณเจ้าหน้าที่ที่ดูงามสง่าและใจดีช่วยมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ ICHIGO-CHAN ด้วยล่ะค่ะ

ค่าเข้าอยู่ที่ 310 เยน นอกจากการจ่ายด้วยเงินสดแล้วยังสามารถใช้บัตรเครดิตจ่ายได้ด้วยนะ ดีใจจัง

พอถ่ายรูปที่บริเวณทางเข้า หิมะซึ่งเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ก็ร่วงลงมาใส่จนทั้งตัวเต็มไปด้วยหิมะไปหมดเลยค่ะ….

เวลามาเที่ยวในวันที่มีหะ ต้องระวังด้านบนหัวกันด้วยนะคะ

ถ้าเป็นตามปกติก็คงจะเป็นสถานที่ที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย แต่อาจจะเพราะหิมะที่ตกหนักซ้ำ ๆ ทำให้คนค่อนข้างโหรงเหรง ในทางกลับกัน การได้ผูกขาดสวนญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยหิมะนี้แต่เพียงผู้เดียวทำให้ ICHIGO-CHAN มีความสุขเต็มเปี่ยมเลยล่ะค่ะ

สวน KENROKUEN เป็นสวนญี่ปุ่นที่มีบ่อน้ำ 2 บ่อใหญ่คือ「Kasumiga-ike」(คาสุมิกะอิเคะ)「Hisagoike」(ฮิสะโกะอิเคะ) เป็นศูนย์กลาง

ทิวทัศน์ที่เป็นเชิงสัญลักษณ์อันดับหนึ่งคือ「KOTOJI TOUROU」(โคโตจิโทโร) ซึ่งเป็นโคมไฟสวนกับทิวทัศน์ของสวนญี่ปุ่น

「KOTOJI TOUROU」อยู่ทางด้านขวาของรูปถ่ายค่ะ เป็นโคมไฟสวนที่มี 3 ขาซึ่งเป็นรูปทรงที่ค่อนข้างจะแปลกไปสักหน่อย

เป็นรูปทรงอันสวยงามของ「Yukizuri」(ยูกิซึริ) ที่ช่วยประคองกิ่งไม้สน มีเชือกห้อยลงมาเป็นรูปทรงราวกับต้นคริสมาสต์โดยมีเสาไม้ไผ่ที่ได้แนะนำไปใน「บ้าน Nomura」ที่「Nagamachi Bukeyashiki-ato」หรือสวนญี่ปุ่นที่ในฤดูหนาวจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะเป็นศูนย์กลาง

ทิวทัศน์ของสวนญี่ปุ่นที่ฤดูใบไม้ผลิมีซากุระ ฤดูร้อนก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสีเขียวชอุ่ม และฤดูใบไม้ร่วงก็มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ได้เพลิดเพลินไปตลอดทั้งปี

ลองดูทิวทัศน์เหล่านั้นจากรูปถ่ายด้านล่างกันนะคะ

ฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูร้อน

ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงกับ「Kotoji-toro」(โคโตจิโทโร)

ใบไม้เปลี่ยนสี

และอีกหนึ่งวิธีเพลิดเพลินไปกับสวน KENROKUEN คือ การค้นหา「ปลาคาร์ฟลายหัวใจ」

ที่「HISAGOIKE」ซึ่งเป็นหนึ่งในบ่อน้ำ 2 บ่อของสวน KENROKUEN นี้ มีปลาคาร์ฟเพียงตัวเดียวที่มีลายหัวใจที่ใบหน้าอาศัยอยู่ คนที่หาเจออาจจะมีโชคทางด้านความรักก็ได้นะ

ปลาคาร์ฟที่สามารถมีชีวิตอยู่ในบ่อน้ำที่เย็นราวกับแช่แข็งแบบนี้ได้ช่างแข็งแกร่งสุด ๆ ไปเลยเนอะ

พอเดินชมภายในสวน KENROKUEN ไปสักพัก ICHIGO-CHAN ก็เต็มไปด้วยหิมะ

ต่อไปเราจะมุ่งหน้าสู่「HIGASHI-CHAYAGAI」ที่ยังคงหลงเหลือบ้านเมืองซึ่งตั้งเรียงรายมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนกันค่ะ

การไปยัง「HIGASHI-CHAYAGAI」ก็สะดวกสบายด้วย「KANAZAWA LOOP BUS」

เราต้องกลับไปป้ายรถบัสที่ลงรถมาเมื่อสักครู่ แล้วรอ LOOP BUS ที่จะมาทุก ๆ 15 นาทีค่ะ

ท่านที่ใช้ 1 DAYPASS ก็สามารถขึ้นรถไปได้เลยนะคะ แต่ถ้าไม่มีพาสก็เสียค่าโดยสาร 200 เยนค่ะ

เมื่อลงรถบัสที่「HASHIBA-CHO」(ฮาชิบะโจ) ก็เดินหน้าต่อกันเลยค่า

ข้ามสะพานข้ามที่สี่แยก จากนั้นข้ามทางม้าลายไปยังด้านตรงข้ามของถนน เมื่อเดินหน้าเข้าตรอกไปก็จะเป็น「HIGASHI-CHAYAGAI」ค่ะ

จากป้านรถบัสมา 5 นาทีก็ถึง『HIGASHI-CHAYAGAI』

บ้านเรือนเก่าแก่ตั้งเรียงรายกันอย่างงามสง่า ทำให้นึกถึง Gion ของเกียวโตเลยล่ะค่ะ

ในหมู่เมืองแห่งร้านขายชาที่มีอยู่มากมายที่เมืองโบราณคานาซาวะ ที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือที่นี่「HIGASHI-CHAYAGAI」ค่ะ

เหล่าอาคารเก่าแก่มากมายในปัจจุบันนี้ นอกจากจะถูกใช้เป็นคาเฟ่, ร้านขายของที่ระลึกหรือร้านอาหารแล้ว ร้านชาที่ชื่อว่า「Shima」(ชิมะ) ยังมีการเปิดภายในให้คนทั่วไปเข้าได้อีกด้วย

ICHIGO-CHAN ที่เริ่มจะหิวขึ้นมาพอดีก็ขอเข้าไปในร้าน『HIGASHIYAMA-MIZUHO』(ฮิกาชิยามะ มิซูโฮะ) หนึ่งในร้านในเมืองแห่งร้านชานี้หน่อยนะคะ

บ้านหรือร้านค้าในเมืองคานาซาวะจะเรียกว่า「KIMUSUKO」(คิมุซุโคะ) มีโครงไม้ขัดกันเป็นตารางถี่ ๆ ซ่อนด้านหน้าของอาคารไว้เป็นลักษณะเด่น

รูปลักษณ์ภายนอกที่นิ่งสงบและหนักแน่นแต่ละเอียดประณีตทำให้รู้สึกคาดหวังกับอาหารขึ้นมาเลยค่ะ

ภายในร้านผิดกับด้านนอกอย่างสิ้นเชิง เป็นบรรยากาศแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่

ตามปกติจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากจนคนมาต่อแถวรอคิว แต่วันนี้น่าจะเพราะหิมะตกหนักก็คงจะได้ทานอย่างสบาย ๆ ค่ะ รู้สึกคุ้มที่พยายามเดินฝ่าหิมะมาเลยนะเนี่ย

ส่วนใหญ่ในเมนูอาหารกลางวันจะมีดังนี้ค่ะ

1600 เยน เป็นเซ็ตกับข้าว 6 อย่าง + ของหวาน

1800 เยน เป็นเซ็ตกับข้าว 7 อย่าง + ของหวาน

2600 เยน เป็นอาหารทะเลที่เรียกว่า「NODOGURO」(โนโดะกุโระ) ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของคานาซะวะ (จำกัดวันละ 15 ชุด)

ทั้งหมด 3 รูปแบบให้เลือกทานค่ะ นอกจากนี้ยังมีข้าวหน้าไข่ดิบ (150 เยน) ที่เป็นเมนูแนะนำอีกด้วยนะคะ

ICHIGO-CHAN

อุตส่ามาทั้งทีก็เลยลองสั่ง「เซ็ต NODOGURO」ของขึ้นชื่อของคานาซะวะดูค่ะ

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาหารกลางวัน แต่ปริมาณเยอะมาก

วัตถุดิบหลากหลายสีสันทำให้รู้สึกเพลิดเพลินที่ได้มอง แม้จะยังไม่ได้ทานก็พอจะทราบว่าต้องอร่อยแน่ ๆ เลยค่ะ

จานหลักคือ「NODOGURO」

เป็นที่รู้จักกันในฐานะปลาชั้นสูง ถ้าหาทานที่โตเกียวหรือโอซาก้าก็จะมีราคาแพงน่าดูเลยค่ะ

ด้านนอกถูกย่างอย่างหอมหวน ส่วนไขมันด้านในก็ชุ่มฉ่ำ อร่อยมากเลยค่ะ

แม้จะมีไขมัน แต่ก็ไม่จัดจ้านจนเลี่ยนเลยสักนิด

เครื่องเคียงก็ใช้หัวไชเท้าต้มและอาหารพื้นเมืองอย่างเต็มที่ มากับรสชาติอันหรูหรา

ด้านขวาของรูปถ่าย ตรงกลางมีของลักษณะคล้ายวุ้นเป็นอาหารที่เรียกว่า「BEROBERO」(เบโระเบโระ) ซึ่งนิยมทำมารับประทานกันในครัวเรือนของคานาซาวะค่ะ เป็นอาหารพื้นเมืองที่การปรุงแต่งรสชาติและวัตถุดิบที่ใส่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละครัวเรือน

แล้วก็ปิดท้ายด้วยของหวานกับกาแฟ

ขนมพุดดิ้งที่ใช้ผลไม้อย่างมากมายนี้อร่อยมาก ๆ เลยค่ะ เป็นอาหารกลางวันที่หรูหราและพึงพอใจสุด ๆ แต่ถึงแม้จะทานไปขนาดนี้….

ตอนคิดเงินก็แค่ 2600 เยน

คือแค่ราว ๆ 800 บาทเองค่ะ

ถ้าเทียบกับที่โตเกียวหรือโอซาก้าแล้ว (โดยทั่วไป)การได้ทานอาหารรสเลิศในราคาย่อมเยาถือเป็นเสน่ห์ของต่างจังหวัดเลยล่ะค่ะ

ที่「HIGASHI-CHAYAGAI」ก็มีร้านขายของที่ระลึกเรียงรายอยู่มากมาย

ถ้าพูดถึงของที่ระลึกที่มีชื่อเสียงของคานาซาวะก็ต้อง「KINPAKU」(คินปาคุ – ทองคำเปลว)

นอกจากภาชนะที่ใช้ในการรับประทานอาหารหรือเครื่องเขียนที่ใช้ทองคำเปลวอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ยังมีชา ฯลฯ ใส่ทองคำเปลว หลายหลายของฝากของที่ระลึกมากมายที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อเลยล่ะค่ะ

ICHIGO-CHAN ก็เลยซื้อถ้วยชาที่มีการแปะทองคำเปลวไปฝากไปฝากคุณยายที่อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ด้วย

เอาล่ะค่ะ ได้เวลามุ่งหน้าไปยังสถานีแล้วล่ะ

ตอนมา「HIGASHI-CHAYAGAI」เราต้องลงรถบัสแล้วข้ามสะพานมา แต่ป้ายรถบัสที่มีรถบัสไปทางสถานีนั้นอยู่ใกล้เพียงแค่ออกไปที่ถนนใหญ่จาก「HIGASHI-CHAYAGAI」เองค่ะ ใช้เวลาเดินเท้า 2 นาที

เมื่อออกมาที่ถนนใหญ่เราจะไม่ไปทางสะพาน แต่จะไปด้านตรงข้ามกับสะพานค่ะ

รถบัสใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็มาถึง「สถานีคานาซาวะ」

เมื่อหลายปีก่อนมีการเปิดเส้นทาง「Hokuriku Shinkansen」(โฮะกุริกุชิงกันเซ็ง) จากโตเกียว ทำให้สถานีคานาซาวะถูกปรับปรุงขึ้นใหม่อย่างสวยงามและสะดวกสบายมากขึ้น

ขนาดที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 14 สถานีอันสวยงามของโลกโดย「นิตยสาร Travel & Leisure」ของอเมริกาเลยทีเดียวเชียวค่ะ

ประตูทางซ้ายเรียกว่า「TSUZUMIMON」(ซึซุมิมง) มีอิมเมจมาจากกลองที่ถูกใช้ใน「KAGAHOUSHOU」(คากะโฮชู) ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมของคานาซาวะ มาคอยรับนักท่องเที่ยวที่มายังคานาซาวะโดยรถไฟ

ICHIGO-CHAN ก็เคลื่อนตัวเข้าไปใต้ TSUZUMIMON แล้วก็ 1 แช๊ะ

ได้รูปถ่ายที่สมกับเป็นคานาซาวะมา 1 รูปแล้วค่ะ

TSUZUMIMON เป็นเกตเวย์ไปสู่พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ เช่น ตลาด OUMICHO-ICHIBA, BUKEYASHIKI-ATO ฯลฯ ตั้งอยู่ที่ประตูทิศตะวันออกของสถานีคานาซาวะจึงไม่หลงแน่นอนค่ะ

เอาล่ะ จากนี้ไปเราจะมุ่งหน้าสู่โอซาก้ากันค่ะ

การไปยังโอซาก้าก็สามารถใช้『TAKAYAMA-HOKURIKU AREA TOURIST PASS』ได้เช่นกัน

พาสนี้นอกจากจะสามารถขึ้นลงรถไฟในพื้นที่ที่ระบุไว้ได้อย่างไม่จำกัดแล้ว ยังสามารถเลือกที่นั่งได้ถึง 4 ครั้งด้วยค่ะ

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอระบุที่นั่งบนรถไฟสายด่วนพิเศษ「THUNDER BIRD」(ธันเดอร์เบิร์ด) ที่จะนั่งไปจนถึงโอซาก้าเพื่อที่จะได้นั่งสบาย ๆ หน่อยละกันนะคะ

การเลือกที่นั่งสามารถทำได้ที่จุดจำหน่ายตั๋วของสถานี ด้วยการแสดงตั๋วแล้วแจ้งว่า

「“จุดหมายปลายทาง”MADE ZASEKI-SHITEI WO ONEGAISHIMASU」(“จุดหมายปลายทาง” มาเดะ สะเซกิชิเทย์ โอ๊ะ โอเนะไงชิมัส)

 (ขอเลือกที่นั่งไปยัง “จุดหมายปลายทาง”)

ลองพูดดูนะคะ แบบนี้จะสามารถระบุที่นั่งในขบวนรถที่ว่างและเวลาใกล้ที่สุดได้

ประโยคนี้สามารถใช้กับพาสอื่น ๆ ที่ระบุที่นั่งได้เช่น「Japan Rail Pass」ฯลฯ ได้ด้วยนะคะ ดังนั้นถ้าจำเอาไว้ก็น่าจะสะดวกขึ้นค่ะ

เราจะมุ่งหน้าจากคานาซาวะไปยังโอซาก้าด้วยรถไฟสายด่วนพิเศษ「THUNDER BIRD」

แม้จะไม่ใช่รถไฟชินคันเซ็นแต่ก็เป็นรถไฟที่สวยงามและเท่มาก ๆ ส่วนของไฟที่หัวรถให้ความรู้สึกเหมือนกันดั้มเลย….มีแค่ ICHIGO-CHAN ที่คิดแบบนี้หรือเปล่านะ?

เอาล่ะค่ะ แม้จะยังรู้สึกเสียดายแต่ก็ถึงเวลาที่ต้องอำลาจากคานาซาวะเมืองแห่งหิมะแล้ว

ในครั้งหน้าจะมาแนะนำโอซาก้าในยามค่ำคืนให้ได้ชมกันค่ะ

Sponsored by HOTEL KEIHAN YODOYABASHI

        Go to the top Page        

  ◀ BACK           NEXT ▶