Day3-4 ชิมราเมงร้าน『ICHIRAN』”ราเมงข้อสอบ” และเดินทางกลับประเทศไทย | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan
Tourist Pass
Tourist Pass


ICHIGO-CHAN ได้ไปสัมผัสกับเหล่าสัตว์นานาชนิดที่ KAIYUKAN มาค่ะ

อีกไม่นานก็ใกล้จะถึงเวลาของเครื่องบินเที่ยวกลับแล้วค่ะ พอถึงเวลาที่จะเดินทางกลับทีไรก็แอบเศร้าทุกทีเลย แต่ถึงยังไงก็ต้องกลับอยู่ดีนะคะ

เพื่อเป็นส่งท้ายทริปนี้ เราจะไปทานอาหารที่ร้าน『ICHIRAN』ซึ่งเป็นร้านราเมนยอดนิยมของชาวต่างชาติที่ตั้งอยู่ตรง DOTONBORI กันก่อน แล้วค่อยมุ่งหน้าไปที่สนามบินคันไซกันค่ะ

 

จาก KAIYUKAN ไปยังสนามบินคันไซ ถ้าจะให้สะดวก เราจะย้อนกลับไปที่「NAMBA」ที่มี「DOTONBORI」และ「SHINSAIBASHI」ก่อนแล้วค่อยนั่งรถไฟไปที่สนามบินกันนะคะ

ก่อนอื่นเราก็จะเดินย้อนกลับไปตามเส้นทางที่เราได้เดินมาเพื่อไปยังสถานี OSAKA KO กันค่ะ

ในระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินอยู่ที่ KAIYUKAN ดวงอาทิตย์ก็ใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มทีแล้วค่ะ ตรงอุโมงค์ที่ด้านหน้าของ TEMPOZAN MARKET PLACE ก็มีการเปิดไฟด้วย LED ด้วยค่ะ ICHIGO-CHAN เองก็ขอลองไปเดินลอดอุโมงค์ซะหน่อย

 

เดินจาก KAIYUKAN ไม่ถึง 10 นาที ก็มาถึงที่สถานี OSAKA KO แล้วค่ะ

เราจะขึ้นรถไฟสาย「CHUO」ไปที่สถานี HOMMACHI ที่เหมือนกับตอนขามานะคะ จากตรงนั้นเราก็จะเปลี่ยนรถไปสาย「MIDOSUJI」เพื่อไปที่ NAMBA กันค่ะ

 

ที่สถานี HOMMACHI เราก็ขึ้นบันไดเลื่อนที่อยู่บริเวณด้านหน้าของทางเดินค่ะ พอขึ้นบันไดเลื่อนมาแล้วก็เลี้ยวซ้ายและเดินตามทางเดินตรงไปเรื่อย ๆ เลยค่ะ จากนั้นพอลงบันไดเลื่อนที่อยู่ทางขวามือไปก็จะเจอชานชาลาของสาย MIDOSUJI แล้วค่ะ

ขึ้นรถไฟที่จะมุ่งหน้าไป「NAKAMOZU」,「FUMINOSATO」หรือ「TENNOJI」ขบวนไหนก็ได้เพื่อไปลงที่ NAMBA ซึ่งเป็นสถานีอันที่ 2 ค่ะ

 

ป้าย GLICO (กูลิโกะ) ที่เราถ่ายรูปไปแล้วเมื่อเช้านี้ค่ะ

ในตอนกลางคืนก็มีเปิดไฟสว่างเลยค่ะ แบบว่าดูมีความอลังการมากกว่าตอนกลางวันหน่อย ๆ และช่วยเพิ่มบรรยากาศของความเป็นเมืองโอซาก้าได้มากกว่าเดิม?

 

DOTONBORI ที่เราเดินผ่านเมื่อตอนกลางวันค่ะ

ป้ายปูยักษ์ของร้าน KANIDORAKU มีชื่อเสียงมากเลยค่ะ แต่ก็มีป้ายอีกเยอะแยะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนกันนะคะ อย่างเช่น ป้ายเกี๊ยวซ่าของร้านขายเกี๊ยวซ่า, ป้ายปลาปักเป้าของร้านปลาปักเป้า

ป้ายไฟในตัวเมืองส่วนใหญ่มักจะไปบดบังทัศนียภาพสวย ๆ แต่ถ้าได้มาถึงที่นี่แล้วก็คิดว่าพอจะเป็นดินแดนแห่งศิลปะได้อยู่นะ

 

จากป้าย GLICO เราก็เดินไปที่ KANIDORAKU แล้วเลี้ยวซ้ายและเดินไป 2 นาที เลี้ยวซ้ายที่หัวมุมแรกและเดินข้ามสะพานไปก็จะเจอกับร้าน『ICHIRAN』ซึ่งเป็นร้านราเมนที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติค่ะ

จุดเด่นของร้าน ICHIRAN ก็คือซอสที่มีรสชาติเผ็ดร้อนและน้ำซุปที่แม้จะเป็นซุปกระดูกหมูแต่ก็หอมสดชื่นค่ะ รสชาติเผ็ดร้อนแบบนี้รับรองว่าถูกปากคนไทยแน่นอนค่ะ

 

แถวยาวมากกกก

ICHIGO-CHAN เริ่มจะกังวลแล้วค่ะ ว่าจะไปขึ้นเครื่องบินทันไหมหนอ...

เพราะว่าคนญี่ปุ่นเค้าคุ้นเคยกับการต่อแถว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ร้านอาหารที่อร่อยจะมีการต่อแถวรอเข้าร้านกันค่ะ

ถ้าเราอยากจะรู้ว่าต้องต่อแถวนานเท่าไร จะลองถามพนักงานของร้านดูก็ได้นะคะ

「NANFUN KURAI MATEBA HAIREMASUKA??」(ต้องรอนานประมาณกี่นาทีถึงจะได้เข้าร้าน?)

เพราะช่วงเวลาที่อยู่ในร้านราเมนมักจะไม่นานเท่าไรค่ะ ทำให้เราสามารถเข้าไปในร้านได้เร็วแม้จะเป็นแถวที่ยาวเหยียด ในครั้งนี้ราว ๆ 30 นาที ก็ได้เข้าร้านแล้วค่ะ

 

ซื้อคูปองที่ประตูทางเข้าแล้วก็เข้าไปในร้านได้เลยค่ะ

เมนูอาหารของ『ICHIRAN』นั้นเข้าใจง่ายมากเลยค่ะ ไม่ต้องกังวลไปนะคะ

โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นราเมน (890 เยน) เท่านั้น ส่วนท็อปปิ้งก็จะสามารถเพิ่มได้หลายอย่าง เช่น เพิ่มหมูชาชู (180 เยน) ไข่ต้ม (120 เยน) ค่ะ สำหรับคนที่อยากจะทานของหวานหลังทานราเมนเสร็จก็มีเต้าฮวยชาเขียวมัทฉะ (390 เยน) ด้วยค่ะ

ภายในร้านมีเพียงเคาน์เตอร์สำหรับนั่งค่ะ โดยที่นั่งแต่ละที่ถูกคั่นจากกันด้วยฉากกั้น ก็ดูเป็นการออกแบบที่แปลกตาอยู่นะคะ จะบอกว่าเป็น「เคาน์เตอร์รับรสชาติ」มีไว้ให้เราจดจ่ออยู่กับการทานราเมนก็ได้นะคะ...

รู้สึกได้ถึงความเป็นคนญี่ปุ่นสุด ๆ เลยค่ะ

 

น้ำซุปรสเผ็ดร้อนนี้แบบว่าอร่อยมากค่ะ แถมถ้าเราซดน้ำซุปจนหมดชามได้ก็มีตัวหนังสือเขียนไว้ที่ก้นชามด้วยนะคะ

「น้ำซุป 1 หยดนี้คือสุดยอดแห่งความบันเทิง」

ICHIGO-CHAN เองก็รู้สึกบันเทิงใจสุด ๆ ในช่วงสุดท้ายของทริปนี้ในระหว่างที่กำลังทานราเมนเช่นกันค่ะ

 

สำหรับการเดินทางไปสนามบินคันไซ เราจะไปด้วยรถไฟจากสถานี NANKAI NAMBA กันค่ะ

วิธีเดินทางจาก ICHIRAN ไปยังสถานี NAMBA ก็ง่ายมากค่ะ เราก็ข้ามสะพานอันเดียวกับตอนที่เราเดินมาและเดินตรงไปอย่างเดียวค่ะ พอข้ามถนนใหญ่ เราก็จะเห็นห้าง BIC CAMERA อยู่ ให้เดินไปที่ถนนเส้นข้าง ๆ นั้นเลยค่ะ จากนั้นเลี้ยวขวาตรงสี่แยกอันที่ 2 (รูปขวาบน) แล้วพอเดินไปอีกสัก 3 นาที เราก็จะมองเห็นสถานี NAMBA อยู่ตรงหน้าเลยค่ะ

 

จากสถานี NAMBA ไปยังสนามบินคันไซ มีขบวนรถไฟวิ่งอยู่ 3 ประเภทนะคะ คือ「LIMITED EXPRESS RAPI:T」, 「AIRPORT EXPRESS」และ「รถไฟธรรมดา」ค่ะ

AIRPORT EXPRESS และ รถไฟธรรมดา ราคา 920 เยน ส่วน LIMITED EXPRESS RAPI:T จะมีค่าตั๋วเพิ่มเติมอีก +510 เยนค่ะ นอกจากนี้ยังมีตั๋วรถไฟที่ชื่อว่า KANKU TOKUWARI RAPI:T Ticket ที่ใช้ขึ้น RAPI:T ได้ด้วยนะคะ ราคา 1270 เยน คือราคาธรรมดา + 350 เยน ก็ใช้บริการได้แล้วค่ะ

LIMITED EXPRESS RAPI:T มีที่นั่งแบบปรับเอนเบาะซึ่งหันไปทางด้านหน้า ส่วน AIRPORT EXPRESS จะเป็นที่นั่งแบบยาวสองฝั่งเหมือนกับ BTS และแอร์พอร์ตลิงก์ค่ะ สิ่งนี้ทำให้ RAPI:T ดูน่านั่งมากกว่า แต่เมื่อดูจากงบในตอนนี้แล้วคิดว่า ณ จุดนี้ คงต้องทนนั่ง AIRPORT EXPRESS ไปค่ะ

ระยะเวลาเดินทางไปถึงสนามบินด้วย RAPI:T และ AIRPORT EXPRESS ต่างกันไม่เกิน 10 นาทีค่ะ

 

วิธีการซื้อตั๋วก็ง่ายเช่นเดียวกันค่ะ ในกรณีของ AIRPORT EXPRESS ให้กดปุ่ม「Kansai Airport」ที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติและใส่เงิน 920 เยนเข้าไปก็เรียบร้อยค่ะ

ส่วนกรณีของ LIMITED EXPRESS RAPI:T เราไม่สามารถซื้อตั๋วที่เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติได้ค่ะ จะต้องไปซื้อที่ช่องจำหน่ายตั๋วที่มีพนักงานอยู่ เราสามารถใช้บัตรเครดิตหลัก ๆ เช่น VISA, MASTER, JCB ในการซื้อตั๋วได้ด้วยนะคะ

 

นั่งโยกไปมาจากสถานี NAMBA เป็นเวลา 47 นาที ในที่สุดเราก็มาถึงที่สนามบินคันไซแล้วค่ะ

เริ่มต้นจากงบ 14990 บาทของทริปนี้ หักค่าตั๋วเครื่องบิน (ลดราคาเพิ่มเที่ยวบินสนามบินคันไซของ AirAsia) ราคา 6000 บาท เหลืออยู่ 8990 บาท ณ ตอนนี้เราจะเหลือเงินอยู่เท่าไรกันน้า??

วันที่ 1 ใช้ไป 10850 เยน = 3100 บาท

วันที่ 2 ใช้ไป 11121 เยน = 3180 บาท

แล้วก็ของวันนี้อีก 6400 เยน = 1830 บาท

รวมแล้ว 8110 บาทค่ะ

เอาเป็นว่าตอนนี้เหลือเงินอยู่อีก 880 บาท = 3080 เยนค่ะ

ด้วยจำนวนเงินเท่านี้ ดูแล้วน่าจะพอเอาไปใช้ซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่ไทยได้อยู่นะ♪

ออกจากช่องตรวจตั๋วของสถานีสนามบินคันไซแล้วก็เลี้ยวซ้าย ไปที่อาคารผู้โดยสารของสนามบินกันค่ะ

อันที่จริงแล้วคือเราจะต้องเข้าไปที่อาคารผู้โดยสารแล้วขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ 4F เพื่อไปยังเคาน์เตอร์เช็คอินนะคะ แต่ว่าเราก็จะอยากจะไปเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งที่สนามบินคันไซดูซะหน่อย เพราะงั้นพอเราเข้าอาคารผู้โดยสารแล้วก็จะเดินตรงขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ 3F กันค่ะ

 

ที่ 3F นอกจากมีร้านอาหารแล้ว ก็มีร้านขายของฝากตั้งเรียงรายอยู่ค่ะ

มีร้าน DAISO ที่คนไทยชื่นชอบตั้งอยู่ภายในสนามบินด้วยค่ะ สุดยอดไปเลย เพราะถ้าเป็นที่ไทย 60 บาท = 200 เยน เราก็เลยสามารถซื้อของแบบเดียวกันที่นี่ได้ในราคาครึ่งเดียวค่ะ

ไม่ใช่แค่ร้าน 100 เยนเท่านั้นนะคะ ยังมีร้านที่ชื่อว่า「3COINS」ซึ่งเราสามารถซื้อพวกของใช้จิปาถะสไตล์เก๋ไก๋ในราคา 300 เยนได้ด้วยค่ะ

 

แล้วก็ UNIQLO

ไม่รู้ทำไมกรุงเทพในปีนี้ถึงมีวันที่อากาศหนาวเยอะจัง พอไปนั่งรถสองแถวก็เหมือนโดนจับแช่แข็งเลย งั้นซื้อเสื้ออุ่น ๆ สัก 1 ตัวดีกว่า

 

ICHIGO-CHAN ได้ใช้เงินหมดเกลี้ยงเรียบร้อยแล้ว

ขึ้นไป 4F ด้วยบันไดเลื่อนแล้วก็ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ของ AirAsia กันเลยค่ะ

เคาน์เตอร์ในครั้งนี้เป็นเป็นเคาน์เตอร์ E ค่ะ แต่เพราะเคาน์เตอร์ของ AirAsia จะเปลี่ยนไปตามแต่ละเที่ยวบิน เพราะงั้นให้ไปตรวจสอบที่ป้ายภายในสนามบินกันก่อนนะคะ

 

ไม่น่าเชื่อว่าคนจะแน่นขนาดนี้ ใช้เวลาดำเนินการนานเกือบจะ 1 ชั่วโมงแน่ะ

ได้ยินว่าถ้าหากเราเช็คอินล่วงหน้าผ่านทางออนไลน์ เราก็จะสามารถเข้าเช็คอินแบบสบาย ๆ ผ่านทางช่องสำหรับกลุ่มที่เช็คอินแบบออนไลน์มาแล้วนะคะ

 

ICHIGO-CHAN ได้เช็คอินและผ่านด่าน ตม. เรียบร้อยแล้วค่ะ

ถึงแม้จะไม่มีเงินเหลือสักบาทแล้ว แต่ก็ขอเดินไปดูของที่ร้านปลอดภาษีอีกหน่อยค่ะ

เอ๊ะ มีขาย「SHIROI KOIBITO」และ「JAGA POKKURU」ที่น่าจะมีจำหน่ายแค่เฉพาะที่ฮอกไกโดด้วยแฮะ

ถ้ามีเงินก็เหลืออีกสักนิดก็ดีสิ เสียดายจัง...

 

ล่าสุดเหมือนว่าร้านปลอดภาษีขนาดใหญ่ของ UNIQLO ก็มีเปิดแล้วด้วยค่ะ

แต่ที่เราจะต้องระวังตอนนี้ก็คือการซื้อของเยอะเกินไปนะคะ

กรณีที่เราใช้สายการบิน Low Cost อย่าง AirAsia ถ้าเราซื้อของในเขตปลอดภาษีเยอะเกินไปก็อาจจะต้องเสียเงินค่าสัมภาระด้วยนะคะ อุตส่าห์ซื้อของมาในราคาถูกทั้งที แต่ถ้าต้องมาเสียเป็นค่าสัมภาระแทนก็กลายเป็นว่าราคาแพงอยู่ดี สุดท้ายก็ไม่มีความหมาย เพราะงั้นระวังกันด้วยนะคะ

 

แค่เดินเล่นในสนามบินก็ดูนั่นดูนี่ได้ไม่มีเบื่อค่ะ แต่ตอนนี้เวลา 23:00 แล้ว อีก 40 นาทีเครื่องบินก็จะออกแล้วค่ะ

เราจะขึ้นรถไฟไร้คนขับที่เรียกว่า「SHUTTLE」จากเขตปลอดภาษีไปที่เกตค่ะ

 

เวลาที่จะเดินทางกลับประเทศก็ใกล้เข้ามาแล้วนะคะ

เป็นเที่ยวบิน 6 ชั่วโมง 20 นาที ไปถึงสนามบินดอนเมืองของกรุงเทพค่ะ

ในครั้งนี้เราก็อยู่ที่ญี่ปุ่น 3 วันเต็ม ๆ นะคะ งบทั้งหมด 14990 บาทของทริปนี้ก็เรียกได้ว่าราคาถูกทีเดียวค่ะ ถึงจะเป็นทริปแบบสั้น ๆ แต่ก็สนุกมากเลย แบบนี้เราก็ไม่จำเป็นต้องลางานเพิ่มในช่วงหยุดยาว 3 วันแล้วนะคะ สามารถไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นได้ด้วยความรู้สึกสบาย ๆ เหมือนกับว่าไปเที่ยวที่เชียงใหม่ไม่ก็พัทยาเลยค่ะ

ถึงแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นดูจะมีแต่ของราคาแพง แต่ถ้าเราใช้พาสสุดคุ้มต่าง ๆ และจัดวิธีการเที่ยวดี ๆ แล้ว เราก็จะสามารถท่องเที่ยวในราคาที่ถูกเกินคาดได้นะคะ

จากนี้ไปเราก็จะขอนำเสนอทริปในรูปแบบนี้อีกค่ะ เพราะงั้นได้โปรดมาเที่ยวที่ ICHIGO JAPAN กันอีกนะคะ!!

 

           Go to the top Page           

BACK