Day4-2 ปิดท้ายทริปด้วยตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น「ตลาดปลาสึกิจิ」 | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan
Tourist Pass
Tourist Pass


        Go to the top Page        

  ◀ BACK  



Day4-2 ปิดท้ายทริปด้วยตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น「ตลาดปลาสึกิจิ」

ICHIGO-CHAN เจอกับเพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่น Mon-Chan แล้วได้ไปลองใส่ชุดกิโมโนและ「เขียนพู่กัน」ที่「JNTO Tourist Information Center」มีโอกาสได้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นกันแบบนี้ สนุกกันมากๆจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

Day4-1 มารู้จักญี่ปุ่นให้มากขึ้นและสัมผัสกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นกันที่「JNTO Tourist Information Center」

และที่สุดท้ายที่อยากจะไปก่อนกลับไทย ที่ที่สตาฟ「JNTO Tourist Information Center」แนะนำมา เป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นกับ 「ตลาดปลาสึกิจิ」ใช้เวลาในญี่ปุ่นให้เต็มที่แล้วก็ไปสนามบินนาริตะเพื่อกลับไทยกัน

 

ICHIGO-CHAN ได้ใช้เวลาเต็มที่ที่「JNTO Tourist Information Center」แล้ว

จะไปสถานที่สุดท้ายที่สตาฟ「JNTO Tourist Information Center」แนะนำมา ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นกับ 「ตลาดปลาสึกิจิ」ย้อนกลับไปที่สถานีโตเกียวเพื่อนั่งรถไฟสายมารุโนะอุจิเพื่อไปกินซ่า และเปลี่ยนเป็นสายฮิบิยะที่กินซ่าเพื่อไปที่สึกิจิ

ก่อนอื่นก็ออกจาก JNTO Tourist Information Center ไปทางขวา

 

ระหว่างเดินผ่าน MARUNOUCHI NAKADORI ที่มีร้านแบรนด์เนมหรือคาเฟ่ห์ต่างๆเรียงเต็มไปหมด จนเกือบจะแวะแล้ว แต่ก็ต้องห้ามใจไว้เพราะเราต้องรีบไป

เดินไปตามทางที่มาเรื่อยๆ จนถึงตึกมารุและลงบันไดไป

ตรงบันไดมาแล้วก็ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติของ TOKYO METRO NAKANOUCHI LINE อยู่ทางขวามือ

 

สถานีที่ใกล้ตลาดปลาสึกิจิมากที่สุดคือสถานีรถไฟใต้ดินสึกิจิ

นั่งเส้นรถไฟใต้ดินมารุโนะอุจิจากสถานีโตเกียวไปที่สถานีกินซ่า และเปลี่ยนรถไฟเป็นเส้นรถไฟใต้ดินสายฮิบิยะ

ก่อนอื่นก็เช็คราคาตั๋วไปสถานีสิกิจิ ราคาคือ 170 เยน หลังจากนั้นก็กดปุ่ม 170 แล้วใส่เงินตามจำนวนตั๋วก็จะออกมา

 

เมื่อเข้าไปในช่องตรวจตั๋วแล้วก็ลงบันไดเลื่อนไปที่ชานชาลา

ให้ขึ้นรถไฟที่มี「SHINJUKU・OGIKUBO สถานีปลายทางชินจุกุ โอกิคุโบะ」ที่ชานชาลา 1 (ภาพที่ 1)

เมื่อลงรถไฟที่สถานีกินซ่าแล้ว ขึ้นบันไดเลื่อนที่อยู่ด้านหน้าๆเพื่อออกไปที่ทางเดินและลงบันไดเลื่อนที่อยู่ทางขวามือทันที เพื่อไปที่ชานชาลาสายฮิบิยะ (ภาพที่ 2)

รถไฟสายฮิบิยะจะออกจากชานชาลาที่ 6 ให้ขึ้นรถไฟ 「สถานีปลายทางอูเอะโนะ คิตะเซนจู UENO・KITASENJU」และลงที่สถานีสิกิจิ (ภาพที่ 3)

เมื่อถึงให้ขึ้นบันไดบริเวณท้ายๆ เพื่อออกจากช่องตรวจตั๋ว TSUKIJI HONGANJI DISTRICT GATE ทางออกสึกิจิ ฮนกันจิ (ภาพที่ 4)

 

เมื่อออกจากช่องตรวจตั๋วมาแล้วให้ออกที่ประตูเบอร์ 1 เพื่อขึ้นมาข้างบน

และที่อยู่ตรงหน้าก็คือ สึกิจิ ฮนกันจิ

เป็นวัดที่ไม่เหมือนวัดญี่ปุ่น ออกแบบสไตล์อินเดียมีอายุมานานกว่า 80 ปีเลย

 

เดินไปเรื่อยๆประมาณ 2 นาทีโดยจะเห็น สึกิจิ ฮนกันจิ อยู่ด้านซ้ายมือ

ข้ามถนนใหญ่ไปก็จะเจอ 「TSUKIJI MARKET」เลย

ตลาดสึกิจิจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 「ส่วนด้านใน」และ「ส่วนด้านนอก」

 

รูปด้านซ้ายคือส่วนด้านใน และรูปด้านขวาคือส่วนด้านนอก

ถ้าอธิบายง่ายๆก็คือ

「ส่วนด้านใน」เหมาะสำหรับร้านขายปลาหรือร้านอาหาร สำหรับมืออาชีพ

「ส่วนด้านนอก」เหมาะสำหรับคนทั่วไปหรือนักท่องเที่ยวนั่นเอง

 

ในส่วนด้านในจะมีการประมูลที่เรียกว่า 「SERI เซริ」เกิดขึ้นแต่เช้าตรู่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้แต่ภายในตลาดส่วนด้านในจะมีรถ Turret รถขนและเคลื่อนย้ายของอยู่ตลอดเวลาดังนั้นขอให้ระวังเป็นพิเศษ อาจเกิดอุบัติเหุได้

สำหรับคนที่อยากดูบรรยากาศตอนเช้าก็อยากให้มาแต่เช้าตรู่ แต่นอกจากนั้นก็แนะนำให้ไป「ส่วนด้านนอก」ค่ะ

 

ตลาดสึกิจิวันธรรมดาในช่วงกลางวันคนจะเยอะมากทั้งนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่น

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่น แต่คนทั่วโลกก็เดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก

และทุกคนมาเพื่อ......

 

ปลาสดใหม่ที่มาจากทั่วประเทศญี่ปุ่น และปู

เป็นศูนย์รวมปลาจากทั่วประเทศตั้งแต่ฮอกไกโดไปจนถึงคิวชู ขนส่งมาด้วยรถบรรทุกหรือเครื่องบิน และจะมาส่งถึงในเช้าวันถัดไปเลย

และที่อยู่ด้านในสุดก็คือ Red King Crab ราคา 68,000 เยน (≒20000 บาท)

เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เห็นปูตัวใหญ่ขนาดนี้

 

ได้เห็นปูและถ่ายรูปกับปูตัวใหญ่ก็ตื่นเต้นแล้ว แต่ร้านส่วนใหญ่ในส่วนด้านนอกจะมีให้ทานปลาสดใหม่ได้ที่ร้านเลย

หอยนางรมตัวใหญ่ขนาดนี้ราคาแค่ 350 เยนเอง

บีบมะนาวหรือราด PONZU ซอสเปรี้ยวพนสึและทานสดๆเลย สดและอร่อยมาก ไม่ต้องกลัวท้องเสียเลย

 

นอกจากนี้ยังมี หอยเชลล์ใหญ่ๆกับอูนิย่างด้วย「หอยเชลล์เสียบไม้ราดด้วยอูนิ」(1000 เยน)หรือราดด้วยชีส 「หอยเชลล์เสียบไม้อูนิราดชีส」(1200 เยน)

 

และที่อยากจะแนะนำมากๆเลยก็คือ ปูต้ม (1500 เยน)

สามารถทานปูญี่ปุ่นตัวใหญ่ต้มได้ในราคา 1500 เยน

 

แล้วก็「ก้ามปู」ราคาไม่แพงด้วย

ราคาอาจจะขึ้นอยู่กับคุณภาพด้วยแต่ราคาตามท้องตลาดในวันนี้อยู่ที่ 100g 1400 เยน

ถ้าไปกันเป็นกลุ่ม ซื้อมาซักตัวแล้วแบ่งกันทานราคาหารกันแล้วคุ้มมากๆ

แถมยังจะได้รูปถ่ายลง Facebook อีกดี๊ดี 5555

 

และก็มีข้าวห่อสาหร่ายที่ใส่ไส้เป็นปลามากุโระชิ้นใหญ่มาก 「MAGUROLL」(1000 เยน)หรือ ......

ร้านข้าวราดปลาสดใหม่นานาชนิด

 

และร้านซูชิยอดนิยมของคนไทยอย่าง「ซูชิซัมมัย SUSHI ZANMAI」

ร้านนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลย ไม่ว่าจะเป็นเช้าตรู่หรือตอนกลางคืนก็สามารถแวะทานได้

ร้านไหนๆก็น่าเข้าไปหมด ICHIGO-CHAN เลือกไม่ถูกเลย

 

อันนี้เป็น「ลูกชิ้น」(ไม้ละ 300 เยน)แบบญี่ปุ่นที่ใช้ปลาสดใหม่ในการทำ

ถ้าเป็นที่ไทยก็ต้องจิ้มน้ำจิ้มทาน แต่ที่นี่ใช้วัตถุดิบที่ดีอร่อย สามารถทานได้แบบไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเลย

นุ่มมากๆ

 

ตลาดปลาสึกิจิมีของทานเล่นให้เลือกซื้อมากมาย นักท่องเที่ยวคนไทยก็เยอะเหมือนกัน

ICHIGO-CHAN เจอคนไทยด้วย 4 คนนี้บอกว่าพอถึงญี่ปุ่นก็มาที่ตลาดปลาสึกิจิเลย (ยังไม่ได้เช็คอินเลยด้วย)

สงสัยจะอยากมามากๆ

 

และเจอนักเรียนมอปลายญี่ปุ่นก่อนจบทริปด้วย ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย

และที่นักเรียนมอปลายถืออยู่ก็คือไข่หวานย่างจากร้าน「MARUTAKE」

ตอนแรก ICHIGO-CHAN อยากลองทานดูเหมือนกัน แต่แถวยาวมาก เลยลองขอถ่ายรูปกับนักเรียนมอปลายดู เขาก็ให้ถ่ายด้วย น่ารักมากๆเลย เอาไปลง Facebook กับ Instagram อวดเพื่อนๆดีกว่า

 

ในที่สุดก็ได้เวลาไปสนามบินกันแล้ว

จากสึกิจิไปสนามบินนาริตะ ต้องกลับไปที่สถานีโตเกียวที่เรามา และไปนาริตะด้วยรถด่วนพิเศษ「NARITA EXPRESS」

ย้อนไปที่สถานีโตเกียวเหมือนตอนขามาที่เราได้อธิบายไปด้านบนเลย

จากสถานีสึกิจิให้นั่งรถไฟ「ปลายทางกินซ่า รปปงงิ นาคาเมะกุโระ GINZA・ROPPONGI・NAKAMEGURO」ชานชาลาที่ 1

และเปลี่ยนรถไฟที่กินซ่า ให้นั่ง 「ปลายทางโตเกียว อิเคะบุคุโระ TOKYO・IKEBUKURO」ชานชาลาที่ 2

 

สถานีโตเกียวสายมารุโนะอุจิกับ JR Marunouchi Central Exit อยู่ใกล้ๆกันเลยเพราะฉะนั้นไม่มีทางหลงแน่นอน

ออกจากช่องตรวจตั๋วมาทันทีก็จะเจอกับ「Midori no Madoguchi Ticket Office」ให้ซื้อตั๋วไปสนามบินนาริตะจากที่นี่

จากสถานีโตเกียวไปสนามบินนาริตะมีรถไฟ 2 ชนิดคือ รถไฟด่วนพิเศษ「NARITA EXPRESS」และรถไฟแบบด่วนที่ราคาธรรมดา

แต่ NARITA EXPRESS จะตรงไปสนามบินนาริตะแบบ Nonstop เลยถือว่าสะดวกมากๆ ใช้เวลาเพียง 53 นาที (ตามเวลากลางวัน)ราคาจะอยู่ที่ 3020 เยน และถ้าเป็นไปได้ให้จองที่นั่งฝั่งซ้ายเอาไว้จะได้มองเห็น 「TOKYO SKYTREE」

ถ้าใครที่มี IC CARD และเงินเหลือในบัตรเยอะ ก็ซื้อแค่ตั๋วรถไฟด่วนพิเศษมาก็ใช้ IC CARD ขึ้นได้เลย

 

เมื่อซื้อตั๋วแล้วให้เข้าทางเข้า 「MARUNOUCHI CENTRAL EXIT」

เข้ามาแล้วก็ลงบันไดเลื่อนยาวๆมา เพื่อไปขึ้น NARITA EXPRESS ชานชาลาที่ 4

ลงบันไดเลื่อนมาแล้วก็ลงบันได หรือยูเทินไปนิดนึงก็จะเจอบันไดเลื่อน เพื่อลงไปที่ชานชาลา 4

 

NARITA EXPRESS เป็นขบวนคันสีขาว และมีแถบสีแดงและดำอยู่ ดูเท่เชียว

ถ้าขึ้น NARITA EXPRESS แล้วก็ตรงไปสนามบินนาริตะแบบ Nonstop เลย

ออกจากสถานีโตเกียวมาประมาณ 5 นาที ก็จะขึ้นมาจากใต้ดิน และมองเห็นวิว「TOKYO SKYTREE」ด้วย

ที่สนามบินนาริตะ แต่ละสายการบินก็จะอยู่ Terminal ต่างกัน

สายการบินที่มีเที่ยวบินตรงไปกรุงเทพ อย่างการบินไทยและทุกสายการบินจะอยู่ Terminal 1

ส่วนสายการบินญี่ปุ่น, Airasia X หรือ Scoot จะอยู่ Terminal 2

 

มาถึงสนามบินนาริตะแล้ว

สนามบินนาริตะในช่วงตอนเย็นจะมีสายการบินมากมายที่บินช่วงนี้ ทั้งเที่ยวบินไปกรุงเทพ และที่อื่นๆ

แนะนำว่าอย่างน้อยให้ถึงสนามบินนาริตะก่อนซัก 2 ชั่วโมงครึ่ง

ทริปในครั้งนี้เราไปตั้งแต่「พระพุทธรูปคามาคุระ」ที่แม้แต่พระมหากษัตริย์ไทยก็เสด็จมาเยือน นั่ง「รถไฟรีสอร์ท」เพื่อไป ชิโมดะรีสอร์ท「Shimoda Tokyu Hotel」ที่มินามิชิโมดะ และเพลิดเพลินกับซากุระก่อนใครกับ「คาวาซุซากุระ」ไปเที่ยวชมน้ำตกที่สวยงามและลองข้าวหน้าวาซาบิที่ 「โจเรนโนะทากิ」จากนั้นก็เข้าพักที่「Hotel Keihan Asakusa」และสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่「JNTO Tourist Information Center」ปิดท้ายทริปด้วย「ตลาดปลาซึกิจิ」

พอมานึกย้อนดูแต่ละอย่างมันผ่านไปเร็วมากๆเลย

 

ICHIGO-CHAN เช็คอินเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่กำลังนั่งรอเครื่องบินอยู่ ก็ได้ยินเสียงคุ้นๆ

เสียงนั้นคือ「Pepper คุง」นั่นเอง เจอกันยันตอนจะกลับไทย

「Pepper คุง」ทำงานอยู่หลายที่เลย บอกลาญี่ปุ่นแล้วกลับไทยกัน

 

รอติดตามเราได้ในทริปต่อไปน้า♪

 

 



        Go to the top Page        

  ◀ BACK