วีธีใช้ INTERNET ในการท่องเที่ยวญีุปุ่น | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan
Tourist Pass
Tourist Pass


อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของคนไทยค่ะ

เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะโทรศัพท์หาเพื่อนและครอบครัวด้วยการโทรผ่าน LINE ค่ะ ในยุคปัจจุบันที่เราแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับตัวเราและสิ่งรอบตัวผ่านทาง Facebook และ Instagram เป็นเรื่องปกติ ก็น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หากเราจะไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้นะคะ??

สิ่งที่นักท่องเที่ยวประสบปัญหามากที่สุดในระหว่างท่องเที่ยวต่างประเทศก็คือปัญหาเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตค่ะ

ถ้าหากไม่มีอินเทอร์เน็ตแล้ว เราก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Google Map ได้ ไม่สามารถตรวจสอบวิธีการขึ้นรถไฟได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือไม่สามารถติดต่อกับ ICHIGO-JAPAN ได้ค่ะ คงจะลำบากแย่เลย

ในครั้งนี้เราจะขอนำเสนอวิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบสบาย ๆ ที่ญี่ปุ่น 3 วิธีค่ะ ลองมาดูแล้วเปรียบเทียบแต่ละวิธีไปพร้อม ๆ กันนะคะ

 

① WIFI ฟรีในเมือง

นอกจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวและโอซาก้าแล้ว ตอนนี้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็มีจำนวน Wifi ฟรีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

ลองดูรูปของแผนที่สิคะ บริเวณสถานีหลักและอาคารผู้โดยสาร รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็มี Wifi ฟรีติดตั้งเอาไว้เป็นจำนวนมากเลยค่ะ

ชื่ออาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเมืองนะคะ แต่ว่าวิธีการเชื่อมต่อเหมือนกันทุกแห่งค่ะ

 

1 อย่างแรก มาเปิดการทำงานของ Wifi บนสมาร์ทโฟนเป็น ON กันก่อนนะคะ

2 จากนั้นค้นหา SSID ที่มีการตั้งชื่อว่า「(ชื่อเมือง)Free Wifi 」หรือ「(ชื่อเมือง)City Wifi」แล้วก็ทำการเชื่อมต่อค่ะ

3 ถ้าเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว หน้าจออย่างเช่นในรูปซ้ายบนจะแสดงขึ้นมาค่ะ

สำหรับรูปนี้จะเป็นของ『Osaka Free Wifi』นะคะ Wifi ส่วนใหญ่ของทั้งประเทศจะมีวิธีการเชื่อมต่อที่ใกล้เคียงกันค่ะ อาจจะดูแล้วเข้าใจยากนิดหน่อยนะคะ จากนั้นกดที่แท็บ「Language」ในวงกลมสีแดงและเลือกภาษาไทยที่อยู่ล่างสุดเพื่อมาตั้งค่าเป็นภาษาไทยกันเลยค่ะ

4 พอตั้งค่าเป็นภาษาไทยแล้ว เราก็ไปที่หน้าจอซึ่งเราจะต้องกรอกที่อยู่อีเมลของเราค่ะ

หลังจากกรอกที่อยู่อีเมลของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะทำการเชื่อมต่อไปยังหน้าจอที่เขียนข้อตกลงระดับความปลอดภัยซึ่งอยู่ด้านขวาบนของหน้าจอ ให้เรากด「ยืนยัน」ได้เลยค่ะ

 

และหน้าจอที่เกี่ยวกับ「ข้อตกลงการใช้งานอินเทอร์เน็ต」ก็จะแสดงขึ้นมา พอเรากดปุ่มยอมรับก็จะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้วค่ะ

ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตรงนี้ ใช้เวลาประมาณ 90 วินาทีก็สามารถเชื่อมต่อได้ง่าย ๆ แล้วค่ะ

 

มาลองวัดความเร็วกันดูค่ะ

มีความเร็วในการดาวน์โหลด 20M และความเร็วในการอัปโหลดเกือบ 40M ค่ะ

สมแล้วที่เป็นญี่ปุ่น!

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะสามารถเชื่อมต่อได้ราบรื่น แต่บางครั้งก็อาจจะมีติดขัดอยู่บ้างในสถานที่ซึ่งมีผู้คนจำนวนมาก รวมไปถึงความเร็วก็อาจมีลดฮวบฮาบได้เหมือนกันนะคะ ระวังกันหน่อยนะ

⇒ Wifi ฟรี เหมาะกับผู้ใช้งานต่อไปนี้ค่ะ

・            คนที่สามารถทนได้แม้ว่าจะไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

・            คนที่ไม่ต้องการจะเสียเงินเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

・            คนที่เคยมาสถานที่เดิมหลายครั้งแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะหลงทาง

 

② ไวร์เลสเราเตอร์มาตรฐานสำหรับท่องเที่ยว

ถ้ามีเราเตอร์นี้ 1 เครื่อง เราก็จะสามารถเพลิดเพลินกับอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกันมากถึง 5 – 10 คน ในกรณีที่ยืมเครื่องมาจากที่ไทย ถ้าเป็น 『SAMURAI Wifi』 ที่ทุกคนรู้จักกันดี ก็จะมีราคาประมาณ 200-280 บาท ต่อ 1 วันค่ะ (ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นนะคะ)

ดูเหมือนว่าเจ้าอื่นอีกหลายเจ้าก็จะมีราคาที่ใกล้เคียงกันนะคะ

ถ้าใช้งาน 5 วัน ก็ประมาณ 1000-1400 บาทค่ะ แต่ถ้าใช้งานอยู่คนเดียวก็อาจจะรู้สึกว่ามีราคาแพงไปนิดนะคะ

แต่ถ้าแบ่งกันใช้งานเป็นกลุ่ม ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็จะตกเหลือแค่คนละไม่กี่ร้อยบาทแล้ว ถือว่าคุ้มมากเลยค่ะ

โดยส่วนใหญ่จะไม่มีการจำกัดปริมาณการใช้งานข้อมูล ซึ่งข้อดีก็คือถึงเราจะใช้งานอินเทอร์เน็ตมากแค่ไหนก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและความเร็วก็ไม่ลดลงด้วยค่ะ

ข้อควรระวังสำหรับเราเตอร์มีอยู่ 1 ข้อค่ะ

ถ้าหากเทียบกับ SIM ทั่วไปแล้ว พบว่าพื้นที่ครอบคลุมของเราเตอร์ก็มักจะมีน้อยกว่านะคะ และมีหลายครั้งที่ไม่สามารถใช้งานได้ตอนที่อยู่ใต้ดินหรือภายในตัวอาคาร หรือไม่ก็ตอนออกไปที่พื้นที่ชนบทค่ะ

 

สำหรับกรณีส่วนใหญ่ของคนไทย คือจะยืมเครื่องก่อนที่จะเดินทางออกจากประเทศไทยแล้วค่อยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นค่ะ แต่ที่จริงแล้วหลังจากที่เราเดินทางมาถึงญี่ปุ่น เราก็สามารถขอยืมเราเตอร์ได้นะคะ

เราอาจจะพบปัญหาที่ว่าบริษัทส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ แต่เราก็จะสามารถขอยืมเราเตอร์ในราคาที่ถูกกว่าของที่ไทยได้ค่ะ

ลองไปสอบถามตรงเคาน์เตอร์ซึ่งอยู่บริเวณล็อบบี้ผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินหลัก ๆ เช่น นาริตะ ฮาเนดะ จูบุ กันดูนะคะ

「INTERNET NO RUUTAA WO KARIRERU OMISE OSHIETE KUDASAI」(รบกวนช่วยบอกร้านที่สามารถขอยืมเราเตอร์อินเทอร์เน็ตได้หน่อยค่ะ)

ก็มีอยู่หลายบริษัทนะคะ ถ้าเป็น 1 วัน จะมีราคาประมาณ 1000 เยน (= 270 บาท) แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าเรายืมมากกว่า 3 วันก็มักจะมีส่วนลดให้นะคะ เหลือเพียงวันละ 600 เยน (= 170 บาท) ค่ะ

⇒เราเตอร์ WIFI เหมาะกับผู้ใช้งานต่อไปนี้ค่ะ

・นักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม

・คนที่ต้องการจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

・คนที่ต้องการจะใช้งานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณข้อมูล

・คนที่สามารถทนได้แม้ว่าจะไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในบางพื้นที่

 

③ SIM2Fly

สุดท้ายก็เป็นวิธีที่ ICHIGO-CHAN ขอแนะนำสุด ๆ เลยค่ะ ส่วนที่ ICHIGO-CHAN ใช้อยู่เป็นประจำก็คือ『SIM2Fly』ซึ่งออกโดย AIS นั่นเองค่ะ

ผลิตภัณฑ์นี้เริ่มจะเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ ด้วยราคาเพียง 399 บาท เป็นซิมที่สามารถใช้งานได้นาน 8 วันและใช้งานข้อมูลได้มากถึง 4 GB ค่ะ ไม่ใช่แค่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ เรายังสามารถใช้งานในเกาหลีใต้, ออสเตรเลีย รวมไปถึงหลายประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ได้ด้วยค่ะ

 

การหาซื้อก็ง่ายมากค่ะ

เราสามารถหาซื้อได้ที่ร้านของ AIS ทุกสาขา แต่ก็มีหลายครั้งที่สินค้าอาจจะหมด หรือไม่ก็ทางร้านอาจจะไม่ได้เตรียมสินค้าเอาไว้ค่ะ

แต่ที่มีจำหน่ายอย่างแน่นอนก็คือ เคาน์เตอร์ AIS ซึ่งอยู่ตรงประตูผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินสุวรรณภูมิค่ะ มั่นใจว่ามีจำหน่ายแน่นอนค่ะ

มีทั้งแบบใช้ในยุโรปราคา 899 บาทและแบบใช้ในเอเชีย 399 บาทนะคะ ถ้าเราจะไปญี่ปุ่นก็ซื้อแบบ 399 บาทได้เลยค่ะ

 

วิธีการใช้งานก็ง่ายมากค่ะ

เพียงแค่เปลี่ยน SIM เท่านั้น APN ก็จะถูกตั้งค่าโดยอัตโนมัติและก็สามารถใช้งานได้ค่ะ

ที่ประเทศญี่ปุ่นจะใช้สัญญาณของ『Softbank』ไม่ก็『NTT docomo』ค่ะ

 

ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือความเร็วค่ะ

ความเร็วในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 190M เพิ่งเคยใช้อินเทอร์เน็ตที่ความเร็วแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยค่ะ

เพราะว่า SIM2Fly ใช้สัญญาณเหมือนกับโทรศัพท์มือถือของญี่ปุ่น ทำให้ถึงแม้ว่าเราจะเดินทางอยู่ใต้ดินหรือภายในตัวอาคาร สัญญาณก็ไม่มีหลุดค่ะ

นอกจากนี้ปริมาณ 4G ยังสามารถแชร์อินเทอร์เน็ตให้คนอื่นใช้งานได้ด้วยค่ะ ทีนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในญี่ปุ่น เราก็สามารถถ่ายเซลฟี่และส่งให้เพื่อน ๆ เห็นบรรยากาศในทริปของเราได้แล้ว♪

แต่ SIM2Fly เองก็มีข้อด้อยอยู่ 1 ข้อนะคะ

ถ้าจะหากใส่ SIM2Fly เข้าไปในสมาร์ทโฟนแล้ว เราจำเป็นจะต้องถอด SIM ที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำที่ไทยออกค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่สามารถรับโทรศัพท์ด้วยหมายเลขที่ใช้งานอยู่เป็นประจำได้นะคะ

ICHIGO-CHAN เลยเลือก iPhone ที่เคยใช้งานมาก่อนหน้านี้มาใส่ SIM2Fly เพื่อใช้งานที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะค่ะ

 

⇒SIM2Fly เหมาะกับผู้ใช้งานต่อไปนี้ค่ะ

・            คนที่ต้องการจะใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในประเทศญี่ปุ่น

・            คนที่ต้องการจะใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างไม่ติดขัดและมีราคาถูก

・            คนที่ไม่มีปัญหาในการถือสมาร์ทโฟน 2 เครื่อง

・            คนที่คิดว่าปริมาณ 4GB นั้นเพียงพอในเวลา 8 วัน (คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาถ้าหากไม่ดูวิดีโอมากเกินไปนะคะ...)

 

ในครั้งนี้เราก็ได้นำเสนอวิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบสบาย ๆ ที่ญี่ปุ่นทั้ง 3 วิธี พร้อมกับเปรียบเทียบข้อเด่นข้อด้อยของแต่ละวิธีไปแล้วนะคะ ขอให้ทุกคนเลือกใช้วิธีที่เหมาะกับสไตล์การท่องเที่ยวของตัวเองและเพลิดเพลินกับอินเทอร์เน็ตแม้แต่ในระหว่างการท่องเที่ยวนะคะ

จากนี้ไป ถ้าหากจะไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก็อย่าลืมมาตรวจสอบกับ ICHIGO-JAPAN กันด้วยนะคะ