2-E สวรรค์คันไซ-ศิวิไลโตเกียว | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan

สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้



ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศในดวงใจของทุกคนในครอบครัวบอกได้เลยว่ารักล้วนๆค่ะ ไปกี่ครั้งก็ไม่พอจริงๆ หลังจากเมื่อปีที่แล้ว จบทริปเหนือสุดที่ฮอกไกโดไปแล้ว แต่ความรู้สึกก็ยังวนเวียนโหยหาอยู่ตลอด เอหรือว่าติดเที่ยวตอนแก่เสียแล้วสิเรา ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมหลงใหลญี่ปุ่นถึงเพียงนี้ แล้วก็เป็นที่มาของการตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมถึงชอบญี่ปุ่นมากถึงเพียงนี้ เป็นที่มา ของการประมวลผลกันในครอบครัว..สรุปออกมาว่าเสน่ห์ของ บ้านเมืองนี้ มีความกลมกล่อมของ ทุกๆอย่าง ผสมผสานกัน อย่างลงตัวแบบน่าอัศจรรย์ใจ ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และงดงาม ในทุกฤดูกาล อาหารที่แสนอร่อย ผู้คนที่เป็นมิตร น่ารักและนอบน้อมวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานและรักษาไว้อย่างเหนียวแน่น วัดวาอาราม ปราสาท อันเก่าแก่วิจิตรงดงาม ควรค่าแก่การศึกษาและเยี่ยมชมตื่นตาตื่นใจ พร้อมแชะภาพสวยๆชิคๆ ได้อีกมากมาย และนอกจากจะมี อารยะธรรม ที่เก่าแก่ดังที่กล่าวมาแล้ว ในด้านเทคโนโลยี การสื่อสารมวลชน ขนส่งเดินทางก็แสนสะดวกสบายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงไม่แปลกใจเลยที่ประเทศนี้เป็นจุดหมายปลายทางดึงดูดของคนทุกเพศทุกวัย ให้ไปเยี่ยมเยือนครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักพอ

ทริปนี้เป็นช่วงฟูบลูมของซากุระที่ผ่านมานี่เอง  เราเริ่มต้นจากแถบคันไซและไปจบที่โตเกียว  โดยใช้เวลาในแถบคันไซทั้งหมด 5 วัน และแถบเมืองหลวงอย่างโตเกียวและใกล้เคียงอีก 5 วัน การวางแผนไม่ซับซ้อนอะไรมากแน่นอนว่า เริ่มจากความอยากไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คิดปุ๊บก็จองตั๋วปั๊บเลย( หน้ามืดชั่วขณะเช่นเคย) โจทย์ของทริปนี้  คือ นั่งรถไฟหลายๆแบบ  จิบเบียร์ใต้ต้นซากุระ  ชมป่าไผ่ พายเรือ  เล่นหิมะ เที่ยวปราสาท ทานอาหารแสนอร่อย เดินชมเขาลำเนาไพร และตบท้ายของลูกสาว( 5 ขวบ ) ต้องมี คือสวนสัตว์มาแล้วต้องให้ครบ สมหวังทุกเพศทุกวัย การเดินทางเลือกความเร็วและ สะดวกสบาย ส่วนหนึ่งวางแผนและเตรียมตัวมาจากบ้านแล้ว โดยการเดินทางระยะยาวในญี่ปุ่นเลือก JR REAL PASS 7 วัน ซื้อจากออฟฟิศของ HIS ตั๋วเครื่องบินห้องพัก จองเรียบร้อยรวดเร็ว เตรียมแค่ร่างกายให้พร้อม และวางแผนการเที่ยวในแต่ละวันให้พร้อมเท่านั้นเอง ขั้นตอนการวางแผนการเที่ยวนี่แหละหลายครั้งรู้สึกเหมือนกับว่าไปเที่ยวมาทุกที่แล้วเพราะนั่นก็ดีนี่ก็ใช่ ถูกใจไปหมด แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ขอบอกดังๆว่า

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ( นี่คือเรื่องจริง)

 

 วันแรกมาถึงเย็นแล้ว..เครื่องบินลงจอดสนามบินคันไซ โอซาก้า เริ่มมองเห็น ซากุระ บานในสนามบินบ้างแล้ว ( ถึงปุ๊บก็เริ่มบิ๊วเลยนะ) มาถึงที่พัก เข้าห้องเรียบร้อย พอเปิดหน้าต่างเท่านั้นแหละอุแม่เจ้า นั้น สวนอะไร ดวงไฟสีชมพูเต็มไปหมด เอนั่นดอกอะไรเล็กๆเยอะแยะมากมายสะพรั่งขนาดนี้ อ้าวมีคนนั่งปิกนิกอยู่ตามใต้ต้นไม้ด้วย ทำไมคิดเหมือนเราเลย ไม่รอช้า  หาเบียร์พร้อม ของทานเล่นในเซเว่น ใกล้ มีของให้เลือกมากมายไม่ต้องกลัวอดในยามค่ำคืน เสร็จแล้วก็หามุมเหมาะๆทันที ฝันแรกเป็นจิงอย่างรวดเร็ว                   

ออกดอกได้งดงาม และกำลังเบ่งบานเต็มที่สวยสะพลั่ง ประหนึ่งสาวแรกรุ่น แก้มสีชมพูระเรื่อเมื่อโดนแสงนีออนยังไงยังงั้น ครั้งหนึ่งในชีวิตควรมาเชยชมกับบรรยากาศจริงๆ สักครั้ง สวรรค์บนดินนั้นมีอยู่จริงจับต้องได้ค่ะ แนะนำเลย

 

ค่ำคืนแรกสุขเกินบรรยาย  ใต้แสงจันทร์ ในช่วงนี้กำลังเต็มดวง ตรงกับวันที่28 เมษายน 2561 สวนสาธารณะหลังโรงแรมInternational Osaka Hotel เสน่ห์ของการเดินทางอีกอย่างหนึ่ง คือความบังเอิญ และ ความตื่นเต้นที่ไม่ได้คิดว่าจะพบ ช่างประทับใจมิรู้ลืม

หลังจากคืนแรก นอนหลับฝันดี ตอนเช้าก็ตื่นนอนอากาศสดใส เป้าหมายต่อไปคือ นั่งรถไฟสายโรแมนติก ชมป่าไผ่ พายเรือ เที่ยววัดและสวนดอกไม้ ก่อนอื่นต้องเติมพลัง ด้วยอาหารเช้าที่โรงแรม และออกเดินทาง จาก โอซาก้า โดย เปิดใช้ ชินคันเซ็น /Shinkansen วันแรก ใช้เวลา 15 นาทีก็ถึ เกียวโต ประหยัดเวลาไป 30 นาที ถ้าเทียบกับรถไฟธรรมดาซึ่งจะใช้เวลา 45 นาที

พูดถึงอาหารเช้านิดหนึ่ง ที่นี่เปิดเร็ว ปิดก็เร็วเช่นกัน ไม่เหมาะกับคนตื่นสาย `ถ้าไม่ทันทานในโรงแรม สถานีรถไฟก็มีของทานอร่อยๆไว้บริการ มากมายหลายอย่างไม่ต้องกลัวอด ส่วนครอบครัวของเรา ถ้าเป็นญี่ปุ่นละก็ ถึงไหนถึงกัน ไม่มีเหนื่อย ไม่มีสาย พลังมาเต็มตลอด โดยเฉพาะช่วง สัปดาห์แรก อากาศก็เป็นส่วนหนึ่ง โล่งสบายมาก อาหาร ห้องน้ำ สะดวก สบายไปหมด ไม่ต้องกังวน หรือวิตก ใดๆเลยในทุกๆที่ๆไป ชิวสุดๆ โดยส่วนตัวคิดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่สุขภาพดี อารมณ์ดี มีความสุข และคุ้มค่าแก่การมาเยือนสุดๆ ทริปนี่พึ่งเริ่ม แฟนก็เริ่มวางแผนทริปถัดไปแล้ว ทั้งๆที่ เคยไปมาหลายประเทศแล้ว และเคยพูดว่าไม่อยากไปไหนแล้ว แต่กลับมาตกหลุมรักญี่ปุ่นจนหมดใจกลายเป็นคน วางแผนเที่ยวได้ดีกว่าเราคนต้นคิดเสียอีก

มาต่อกันเลยค่ะ  

ทางเดินไปซื้อตั๋วรถไฟสายโรแมนติค เดินสักพัก ผ่านทุ่งนา หาไม่ยาก เพราะทุกคนจะมุ่งตรงไปทางเดียวกัน ค่าลงด้านซ้าย ลงไปแล้ว เลี้ยวซ้ายถ้าไปตอนหน้าซากุระ ก็จะบานต้อนรับเป็นทิวแถวเลยค่ะส่วนค่าตั๋วจ่ายแยกค่ะ

 วิธีเดินทาง  จากสถานี Kyoto Station นั่งรถไฟสาย Arashiyama Line ลงสถานี JR

Saga-Arashiyama Station

นอกจากจะมีรถไฟให้นั่งชมวิวแล้ว แถวนี้ยังมีรถม้าไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการเดินด้วยค่ะ

น้ำที่นี่ใสมาก มองเห็นโขดหินผ่านน้ำได้เลยค่ะ

บรรยากาศบนรถไฟ เราได้ที่นั่งอีกฝั่งด้านขวา ในภาพเป็นด้านซ้ายค่ะ ช่วงแรกด้านขวาจะเห็นวิว

มากกว่าค่ะ

ลงป้ายนี้ และขึ้นไปด้านบนตามภาพเพื่อไปชมป่าไผ่

ช่วงที่ไปถึงคนจะมากหน่อย ถ้าอยาก แชะภาพสวยๆ ให้ไปตอนเช้าๆ เลยค่ะ

ถ้าสายหรือบ่ายก็จะ มีผู้คน มากมาย ตามภาพที่เห็นค่ะ (เที่ยวชมธรรมชาติ ยิ่งไปเช้าเท่าไหร่ก็กำไรเท่านั้นค่ะ)

ทริปที่ออกเช้าได้คะแนนเต็มสิบทุกทริปค่ะ เดี๋ยวจะมีในบทความนี้ด้วยค่ะ ตอนเที่ยวในโตเกียว

 

เส้นทางสายป่าไผ่แห่งอราชิยาม่า  นี้ตั้งอยู่ตีนเขาในเมืองอราชิยาม่า เกียวโต ตลอดสองข้างทางนั้นรายรอบไปด้วยต้นไผ่ที่เสียดแทงกอขึ้นไปบนฟ้าสูงไม่ต่ำกว่าสิบเมตร ปกคลุมทางเดินที่ลาดเอียงไปตามเนินเขาอย่างงดงาม เส้นทางนี้เราสามารถเดินชมความงามของธรรมชาติ ซึมซับความสดชื่นของกลิ่นไผ่ ฟังเสียงเสียดสีของกอไผ่ที่เคล้ากับเสียงลม ตลอดจนสามารถขี่จักรยานเพื่อท่องป่าไผ่ได้ รวมถึงสามารถใช้บริการของรถลากโบราณละเลียดความงามของป่าไผ่ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นที่นิยมในหมู่คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวมากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้ชมความงามของป่าไผ่ในแบบดั้งเดิมแล้วก็ยังมีไกด์ส่วนตัว (คนที่ลากรถ) ที่จะคอยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราฟังอีกด้วยสถานที่หนึ่งที่เป็นที่นิยมแวะบนเส้นทางสายป่าไผ่นี้ก็คือศาลเจ้าโนโนะมิยะ  ซึ่งอยู่ตรงกลางเส้นทางสายป่าไผ่พอดี โดยศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต ศาลเจ้าท่ามกลางความเงียบสงบของป่าไผ่และต้นไม้อันงดงามนั้นสามารถทำให้เราสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธา ผู้คนนิยมแวะมากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลกันมากมายเลยทีเดียวสำหรับคนญี่ปุ่นนั้น นิยมที่จะแต่งกิโมโนในแบบชุดดั้งเดิมเพื่อมาเดินชมป่าไผ่ ธรรมเนียมนี้เป็นวิถีที่จะทำให้เราสัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งแดนอาทิตย์อุทัยได้ดียิ่งขึ้น ซึมซับความสงบในแบบญี่ปุ่นได้อย่างงดงาม

ถัดจากทิวไผ่อันงดงามมาอีกนิดเดียว ก็จะเจอกับซากุระ ช่วงนี้ กำลังฟูบลูมค่ะ โชคดีมาก  ซากุระที่นี่มีทั้งสีขาว ชมพูอ่อน และชมพูเข้ม ละลานตาทีเดียว

`เดินถัดไปขวามือสุด ผ่านต้นสนเล็กน้อย ที่นี่ลักษณะเป็นป่าโปร่ง เดินเล่นทอดน่องสบายๆ แป๊บเดียว ก็จะเจอจุดชมวิวถ่ายภาพสวยๆ ของทิวเขาที่เต็มไปด้วยซากุระ และแม่น้ำ ที่ไหลผ่าน น้ำใสและทอดยาว เป็นเส้นทางเดียวกันกับที่รถไฟสายโรแมนติกไหลผ่าน

เสร็จจากมุมฝั่งขวามือแล้ว ก็เดินกลับมาที่ทางเดินหลัก และตรงไปด้านหน้าเรื่อยๆ ตลอดทางจะมี ซากุระ  บานละลานตาตลอดทาง เพลินๆ แป๊บเดียว ยังไม่ทันเหนื่อย ก็จะเจอแม่น้ำ ที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คน ที่กำลังพายเรือบ้าง ถ่ายภาพบ้าง เดินเล่นบ้างเป็นบรรยากาศ ที่น่าจดจำไม่น้อย ครอบครัวของเราก็ไม่รอช้า มาถึงที่ ต้องลองทุกอย่าง พายเรือเพลินๆ 30 นาที ผ่านไปวัยเหมือนโกหกสำหรับคนที่ชื่นชอบป่าไผ่เป็นพิเศษ และอยากใช้เวลาอยู่ที่นี่นานๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะในบริเวณโดยรอบ ในระยะทางสามกิโลในหลายเส้นทาง ถ้าเดินชิวๆ ก็ถือว่าต้องใช้วลานานมากเลยทีเดียว              

 

ถัดมาเป็นอีหนึ่งความประทับใจในอันดับต้นๆของทริปนี้เลยก็ว่าได้ เพราะสถานที่แห่งนี้  บอกตามตรงว่าไม่ได้อยู่ในแพลน เพียงแค่พายเรือเล่นเสร็จ เดินข้ามถนน ไปฝั่งตรงข้าม ( ไม่ข้ามสะพาน) เห็นคนเดินเข้าไปเยอะก็เดินตามเข้าไป เห็นเค้าต่อแถวก็ไปต่อกับเค้า กลายเป็นว่า ด้านในมีความงามที่น่าตื่นตาตื่นใจรอให้ชื่นชมอยู่ อุแม่เจ้าวันแรกๆ เจอซากุระ และไม้ดอกเล็กๆน้อยในตัวเมืองก็ตื่นเต้นพอแรงแล้วนี่ มันดอกอะไรไม่เคยเห็นสีสดถึงเพียงนี้ สวยงามถึงเพียงนี้ เยอะแยะมากมายถึงเพียงนี้ เชิญชื่นชมความงามจากภาพบางส่วนด้านล่างได้เลยค่ะ

วัดเท็นรีว-จิ ในบริเวณนี้มีสวนไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ดัด รวมเข้าอยู่ด้วย และ เป็นวัดสำคัญในนิกายเซน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ภายในมีอาคาร  สวนในแบบฉบับของเซน ...ที่ตั้งของวัด อยู่ในเส้นทางเดินท่องเที่ยวยอดนิยม ทั้งสวนป่าไผ่ (Bamboo Groves) และสะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) นักท่องเที่ยวามารถ เยี่ยมชมได้ทั้ง ในส่วนของสวน อย่างเดียว หรือ จะเข้าชมในส่วนของวัดด้วยก็ได้ 

การเดินทางท่องเที่ยวแบบไปเองนี่แหละ ที่ทำให้เราได้มีเรื่องตื่นเต้นอยู่เสมอ ดอกไม้สีสันแปลกตา พวกนี้ถือเป็นกำไรของการท่องเที่ยวในทริปนี้ได้เป็นอย่างดี ประทับใจมาก จะกี่ทริปก็อยากจะไปเองทั้งหมดเลย เพราะมีความสุขจริงๆค่ะ

ศาลเจ้าเทพอินาริ ( Fushimi Inari Shrine) มาถึงที่นี่ค่อนข้างเย็นแล้ว อากาศถือว่าหนาวที่เดียวในวันนี้ ต้องรื้อเสื้อผ้ากันหนาวในกระเป๋าออกมาใช้กันเลยทีเดียว สถานที่แห่งนี้มีความงดงามมาก น่าตื่นตาตื่นใจ คนไทยทั้งหลายชอบเรียกกันว่าศาลเจ้าแดงหรือศาลเจ้าจิ้งจอกเป็นศาลเจ้าชินโต(Shinto)  ถ้าจะพูดว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดก็ไม่ผิดเลยนะคะ เห็นได้จากรูปภาพประชาสัมพันธ์ต่างๆจะต้องมีภาพของที่นี่ให้เห็นอยู่เสมอ ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต(Kyoto) มีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) หรือเสาประตูสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้าจำนวนหลายหมื่นต้นจนเป็นทางเดินได้ทั่วทั้งภูเขาอินาริ ที่ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธ์ โดยเทพอินาริจะเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยวข้าว รวมไปถึงพืชผลไร่นาต่างๆ และมักจะมีจิ้งจอกเป็นสัตว์คู่กาย จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่จะเห็นรูปปั้นจิ้งจอกอยู่จำนวนมากภายในศาลเจ้านั่นเอง

       ศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างเมืองเกียวโตซะอีก คาดกันว่าจะเป็นช่วงประมาณปีค.ศ. 794 หรือกว่าพันปีมาแล้ว นอกจากจะมีจุดเด่นอยู่ที่เสาประตูสีแดงแล้วนั้นตัวอาคารศาลเจ้าเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง Romon Gate ทางด้านหน้า และตัวอาคารหลักที่เรียกว่า Honden และยังมีส่วนประกอบศาลเจ้าที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง กระจายกันอยู่รอบๆบริเวณ และทางด้านหลังศาลเจ้าจะเป็นทางเดินขึ้นเขา ที่ปกคลุมไปด้วยเสาโทริอิ โดยเสาโทริอิสีแดงนั้นก็ล้วนมาจากการบริจาคจากส่วนต่างๆทั้งจากบุคคลและองค์กรเลยน่ะค่ะ สามารถสังเกตเห็นได้จากตัวหนังสือข้างหลังเสา โดยราคาเริ่มจากไม่กี่ร้อยเยนสำหรับเสาต้นเล็กๆ ไปจนถึงหลายล้านเยนสำหรับเสาต้นใหญ่ๆ

ไม่เพียงแค่ส่วนหลักๆที่น่าสนใจเท่านั้นนะคะระหว่างทางยังจะได้เห็นศาลเจ้าเล็กๆอยู่ตลอดทาง แม้กระทั่งเสาโทริอิแดงเล็กๆก็มีให้เห็นกันด้วยซึ่งก็มาจากคนทั่วไปที่แหล่ะค่ะที่จะบริจาคเล็กๆน้อยๆ นอกจากนั้นถ้าเหนื่อยแล้วก็ยังมีร้านอาคารท้องถิ่นและร้านขนมที่ขายอาหารแบบชุด แต่มีความพิเศษอยู่ตรงที่จะมีการตั้งชื่อให้เข้าธีมจิ้งจอกอย่างซูชิจิ้งจอกหรืออูด้งจิ้งจอก ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมายังมักจะนิยมเดินเที่ยวชมภูเขาอินาริแค่ถึงจุดชมวิวที่เรียกว่า ทางแยกโยซึซึจิ เพื่อสามารถชมวิวเมืองเกียวโตงามๆและสูดอากาศสดชื่นได้เต็มปอดไปพร้อมๆกัน เพราะถ้าจะเดินให้ทั่วทั้งภูเขาแล้วเนี่ยอาจจะต้องใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สำหรับคนที่มีเวลาน้อยก็สมารถเดินไปจนถึงแค่ศาลเจ้าหลักหลังจากผ่านทางเดินคู่ขนานเสา โทริอิแล้วก็ได้

ในวันที่ไปปลายเดือนมีนาคมแล้วแต่ช่วงเย็นก็อากาศเย็นมากเจ้าตัวเล็ก หลับบนรถไฟแล้วก็มาตื่นช่วง เข้าไปในศาลเจ้าแล้ว ก็เลยสดชื่นหน่อยไม่ต้องอุ้มไกล แต่ถ้ามีเวลามากหน่อยก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดชมวิวที่แยกโยซึซึจิ จะได้บรรยากาศดีเหมือนกัน เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรขึ้นเขา

สวนสัตว์เทนโนจิหรือสวนสัตว์โอซาก้า(Osaka Tennoji Zoo)อยู่ภายในสวนเทนโนจิ และติดกับย่านชินเซไก เป็นสวนสัตว์แห่งที่ 3 ของญี่ปุ่น มีพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ มีสัตว์อยู่ประมาณ 1,500 ตัว 300 สปีชี่ เช่น โคอาล่า ช้าง นกกิวิของญี่ปุ่น สิงโต โรงเรือนสัตว์เรื้อยคลาน บ้านฮิปโปโปเตมัส โดยจะมีการจัดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและระบบนิเวศน์เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติภายในสวนสัตว์อยู่เรื่อยๆ

อาหารเที่ยงวันนี้ค่ะ อยู่ในสถานีรถไฟติดกับสวนสัตว์เลยค่ะ

ถัดมายังเป็นทริป ในโอซาก้า นั่งรถไฟได้ดินไม่ไกล เลือกลงฝั่งด้านหน้าปราสาท ก็จะเห็นซากุระเรียงรายสองฝั่งแม่น้ำสุกลูกหูลูกตา อิ่มใจตั้งแต่ทางเข้า และบานทั่ว รอบบริเวณปราสาท  แข่งกับจำนวนแขกผู้มาเยี่ยมชมกันเลยทีเดียว

หากต้องการจะมาที่ปราสาทก็สามารถมาได้ง่ายที่สุดด้วยวิธีการนั่งรถไฟใต้ดินหรือ JR มาลงสถานี Morinomiya เดินเท้าอีกเพียงไม่นานก็ถึงแล้วค่ะ แนะนำให้มาช่วงเช้าๆนะคะเพราะคนยังไม่เยอะมากนัก จะได้เดินเที่ยวได้นานๆไม่ต้องเบียดเสียดหรือหามุมถ่ายรูปสวยๆยาก แถมจะได้เดินทอดน่องเพลินๆบริเวณสวนรอบๆปราสาทได้ยาวๆไม่ต้องเร่งรีบใดๆ

แถมท้ายให้กับแผนที่บริเวณรอบๆปราสาทโอซาก้า

แต่เดิมเนี่ยพื้นที่ที่สร้างปราสาทเคยเป็นที่ตั้งของวัดอิชิยาม่า ฮอนกันจิ (Ishiyama Honganji Temple)นะคะ แต่หลังจากที่ถูกโอดะ โนบุนากะ (Oda Nobunaga)ทำลายลง หลังจากนั้นประมาณ 30 ปีในปี ค.ศ.1583 ก็ได้มีการสร้างปราสาทโอซาก้าขึ้นทดแทน

ปราสาทแห่งนี้มองภายนอก หรือเห็นจากภาพ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่พอได้สำผ้สกับสถานที่จริง บรรยากาศโดยรอบ ของตกแต่งเก่าแก่ ภายใน ความสวยงามของที่ละชั้นของปราสาท วิวจากมุมสูง ของปราสาท บอกได้เคยว่า เหมือนมีมนต์ขลัง สะกดให้อยู่ในห้วง ของการพักผ่อนแบบย้อนยุค อย่างน่าประทับใจ และน่าจดจำมากเลยทีเดียว  ผู้ที่สร้างอย่างท่านโทโยมิ ฮิเดะโยชินั้นมีเจตนาให้เป็นดังศูนย์กลางแห้งใหญ่ของญี่ปุ่น จนกลายเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในขณะนั้นเลยนะคะ แต่หลังจากที่ท่านโทโยมิ ฮิเดะโยชิเสียชีวิตลงไม่นาน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจากการโดนโจมตีจากโทคุกาว่า แม้จะมีการปรับปรุงสร้างใหม่ในปีค.ศ. 1620 อีกครั้ง ก็ยังจะเกิดฟ้าผ่าทำให้ปราสาทได้รับความเสียหายอย่างหนักในส่วนของหอคอย แต่ด้วยความตั้งใจจะอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าจึงได้มีการบบูรณะมาเรื่อยๆ จนถึงในปัจจุบันที่มีการสร้างลิฟต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม

ปราสาทโอซาก้า(Osaka Castle) แลนด์มาร์กอันหนึ่งของเมืองโอซาก้าที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาเยือนไม่อย่างนั้นเหมือนมาไม่ถึงเลยล่ะค่ะ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเมื่อมาเยือนยังเมืองโอซาก้าที่มีชื่อเสียงไม่ใช่เฉพาะระดังขังหวัด แต่มีชื่อเสียงระดับประเทศเชียวนะคะ ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการของตัวปราสาทที่มีถึง 8 ชั้น ห้อมล้อมด้วยกำแพงหิน คูน้ำ ไปจนถึงสวนนิชิโนมารุ (Nishinomaru Garden)ที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ มองแล้วดูตัดกับความเป็นเมืองทันสมัยที่อยู่รายล้อมจากตึกอาคารทันสมัย ทำให้ความรู้สึกเหมือนเป็นปราสาทโบราณที่หลุดเข้ามาในยุคปัจจุบันอย่างไงอย่างนั้น โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลินี่คนเยอะมากๆ เนื่องจากตัวสวนที่มีต้นซากุระมากกว่า 600 ต้นเวลาผลิบานพร้อมๆกันนี่นับว่าเป็นการเพิ่มระดับความงดงามขับให้ตัวปราสาททวีความงามที่แฝงความอ่อนหวานที่งามไม่เหมือนใคร

วันนี้ใช้เวลา อยู่ที่นี่นานมาก จนเลยเวลาอาหารค่ำ ไม่รอช้ารอบๆปราสาท มีร้านค้าในรูปแบบตลาดนัดลายล้อม ทั้งชั้นนอก และชั้นใน มีของทานอร่อยๆ ไม่พลาดลองทุกร้านเลยค่ะ

 

ภูเขาโยชิโนะ (Mount Yoshino) เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักที่ตั้งใจจะมาเยือนให้ได้ อยากมาสัมผัสกลิ่นอาย และความสวยงามของสวนป่าซากุระจากแหล่งธรรมชาติจริงๆ

ที่นี่ เป็นเขตหนึ่งในจังหวัดนาราที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว สายรักธรรมชาติชื่นชอบวิวทิวทัศน์ และจะยิ่งสวยงาม ในช่วงฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย บอกเลยว่าถ้าคุณเป็นแนวนั้นนี่พลาดไม่ได้เด็ดๆที่จะมาเยือนภูเขาโยชิโนะเลยทีเดียวนะคะ เนื่องจากภูเขาแห่งนี้นั้นเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลยล่ะค่ะ ช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดเห็นจะเป็นในเดือนเมษายนซึ่งมีเทศกาลฮานามิ นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินการชมดอกซากุระได้ที่บนยอดเขาแห่งนี้ และบริเวณนี้จะมีแหล่งท่องเที่ยวอย่าง ศาลเจ้าและวัดที่สามารถเข้าไปเที่ยวกะชมดอกซากุระได้เช่นกัน

 

การเดินทาง

ถ้ามาจากตัวเมือง Nara ให้มาที่สถานี Yamatosaidaiji แล้วขึ้นรถไฟของเอกชน สาย Kintetsu Kyoto Kashi Line EXP มาลงที่สถานี  Kintetsu Minami Osaka มาลงที่สถานี Yoshino พอถึงที่นี่แล้วก็ให้คุณไปซื้อตั๋ว shuttle bus มาลงที่  Naka Senbon ค่ะ

ที่อยู่ Yoshinoyama, Yoshino, Yoshino District, Nara Prefecture

 

หลายๆคนอาจจะเห็นได้ยินเรื่องความเป็นมาของภูเขาแห่งนี้อยู่บ้าง เรื่องเด่นๆเห็นจะเป็นความเชื่อที่ว่าต้นซากุระต้นแรกนั้นปลูกอยู่บริเวณเชิงเขาเมื่อ 3,000 ปีก่อนหน้านี้  ซึ่งบอกเลยว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากแล้วจริงๆ ในปัจจุบันภูเขาโยชิโนะมีต้นซากุระมากกว่า 30,000 ต้น โดยส่วนใหญ่เป็นพันธ์ยามาซาคุระ ที่นับเป็นซากุระที่เห็นได้ตามป่าเขาหรือบนภูเขาในญี่ปุ่นนั่นเองล่ะค่ะ จะเรียกว่าเป็นซากุระป่าก็ไม่ผิดนัก ลักษณะเด่นๆของซากุระชนิดนี้อย่างมี 5 กลีบเหมือนกับสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ สีนี่มีหลายเฉดตั้งแต่อ่อนๆไปจนถึงเข้มๆเลยนะคะ ภูเขาโยชิโนะแบ่งออกเป็น 4 พื้นที่ 1. Shimo Senbon บริเวณเชิงเขา, 2. Naka Senbon บริเวณกลางเขา, 3. Kami Senbon บริเวณด้านบนเขา และสุดท้ายส่วนที่ 4. Oku Senbon บริเวณยอดเขา บอกได้เลยว่าคนที่ชื่นชอบอยากเห็นซากุระงามๆในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือแม้กระทั่งอยากเห็นธรรมชาติสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นปอดต้องมาให้ได้เลยล่ะค่ะ

บรรยากาศการเดินเท้าจากยอดเขา เพื่อชื่นชมป่าซากุระจากธรรมชาติที่แท้ทรู ไม่ได้ลำบากอะไรสักเท่าไหร่ เจ้าตัวเล็กของเราก็ดูจะชิวไม่น้อย

 

ร้านอาหารบนยอดเขาโยชิโนะ อาหารหลักร้อยแต่อร่อยมาก ส่วน วิวหลักล้านค่ะ แนะนำให้นั่งทานเมนูโอเด้ง 750 เย็นต่อชุด พร้อมน้ำชา รสชาดอร่อยมาก จัดเลยสองชุดค่ะ  มีโอกาสก็จะแวะไปอีกค่ะ

(อาหารต้มตุ๋นที่ในยุคปัจจุบันถือเป็นเมนูหนึ่งที่อยู่คู่กับโต๊ะอาหาร ในฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นนั้น แน่นอนว่าต้องทานโอเด้งร้อนๆ ส่วนหน้าร้อนนั้นก็จะทานโอเด้งเย็นกัน ทั่วทั้งญี่ปุ่นนั้นโอเด้งกลายเป็นอาหารที่หาทานง่ายแม้แต่นอกบ้าน ในบทความนี้จะพูดถึง)

นอกจากทิวทัศน์ดังสวนสวรรค์แล้ว เดินอยู่กลางหุบเขาอยู่ๆดีก็จะมีร้านขนมอร่อยๆ ไว้บริการ ไปช่วงนี้ โชคดีมาก ได้ทานขนมอร่อยๆ หอมๆ จากซากุระ ร้านนี้ชิมหลายอย่างมาก ทั้งขนม ชา กาแฟ ไอศกรีม อุดหนุน ครอบครัวน่ารัก ครอบครัวนี้หน่อยค่ะ ขายกันอยู่สามคน พ่อ แม่ ลูกชาย

คิดถึงลูกกลมๆ คล้ายซาลาเปา ในรูปนี้มาก ด้านนอกเป็นแป้งนุ๊มมมนุ่มหวานหอม กลิ่นซากุระกำลังดี ด้านในเป็นไอศกรีม รสชาติเข้ากันเขกัน ถ้ามีโอกาสกลับไปอีกก็จะไม่พลาดแน่นอน

เราใช้เวลาทานอาหารว่างที่นี่ พร้อมนั่งชมวิวหมู่บ้านเล็กๆ ด้านหลังร้าน ที่มีเหล่ามวลแมกไม้ลู่ลมเป็นฉากหลัง  โอ้โหช่างสุขใจอะไรเช่นนี้

`ทานอาหารที่ทำจาก ซากุระ ชมซากุระพราง ลมพัดแผ่วๆ ประทับใจมิรู้ลืม

 

และแล้วก็กลับมาเพื่อนั่งรถบัส ไปลงสถานีเดิม เพื่อไปเที่ยวต่อ

 

 

การเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ไป นารา (Nara)

1. นั่งรถไฟจากสถานี JR Shin-Osaka ไปลงสถานี JR Tennoji

2. จากสถานี JR Tennoji นั่งรถไฟไปลงสถานี JR Nara

รวมเวลาเดินทางจากสถานี JR Shin-Osaka ไปสถานี JR Nara ประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถใช้ JR Pass ได้หมด

 

เดินจากวัดลงบันไดไป ตามภาพ ด้านล่างจะมีร้านค้าขายของที่ระลึก เป็นแถวยาว ถัดไปก็จะเป็นร้านอาหารและแหล่งร้านค้าผู้คนขวักไขว่ทีเดียว วันนี้ เราซื้อของที่ระลึกเป็น ตุ๊กตากวางน้อย ติดไม้ติดมือมาด้วย ก่อนจะเดินกลับไปเล่นกับ น้องๆ กวางซึ่งตอนนี้เริ่มทยอยเดินกลับไปชายเขาที่พัก ข้ามถนน และเดินไปจากวัดอีกประมาณ 10 นาที ที่นี่ถือว่าเป็นที่โปรดปราณของเด็กๆค่ะ น้องกวางนอกจากจะไม่กลัวคนแล้ว ยังขี้อ้อนขออาหารแบบสุดๆเลยค่ะ

วันนี้ทานมื้อเย็น ที่ร้านนี้ อูด้งชามใหญ่มาก ร้านนี้คนเยอะมากอยู่ในสถานีรถไฟฟ้า นารา เดินเข้าตรอกไปช่วงกลาง จะมีร้านค้าร้านอาหารเยอะมาก เมนูขึ้นชื่อของร้านนี้ เป็นเมนูที่ทำจากเนื้อ และน้ำซุบเป็นสีดำ เห็นมีสั่งทุกโต๊ะเลยค่ะ

หลังจากทานเสร็จแล้ว ก็เดินย่อยซื้อของพร้อมอุปกรณ์เตรียมไว้ไปเล่นหิมะในอีกสองวันถัดไปค่ะ

อำลาโอซากาผ่านหน้าต่างห้องพัก มีโอกาสกลับมาใหม่แน่นอน ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี้น่าจะเป็นอะไรที่สวยงามเช่นกัน

จากโอซาก้า  เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไป โตเกียว ถือว่าเราใช้ JR RAIL PASS ได้คุ้มสุดๆ นั่งรถไฟความเร็วสูง ชิวๆ วิวสวยๆ ไม่เหนื่อยเลย ค่ะ โดยเป้าหมายของเราคือ อุเอโนะ โตเกียว อุเอโนะจะอยู่ถัดจากสถานีโตเกียวแค่ป้ายเดียวค่ะ สะดวกมาก เพราะเป็นสถานีจะเรียกว่าแทบจะเป็นต้นทางไป ยังเมืองต่างๆ ทั้งที่อยู่แผนการเดินทางของเราเอง เช่น ไป ชมพูเขาไฟฟูจิ ไดยเป้าหมายคือ คาวากุจิโกะ ( ใช้ JR RAIL PASS ได้ และไปจ่ายแยกตอนต่อรถไฟเศษที่ปลายสายอีกนิดหน่อย) แต่ถ้าเรามี JR PASS บางตัวก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น JR wide pass

วิวข้างทางค่ะ

นั่งฝั่งซ้าย โชคดีมาก เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิ  มองระหว่างรถไฟวิ่งนี่ เหมือนภูเขาวิ่งตามเหมือนกันนะ ภาพจริงมองตาเปล่าชัดกว่านี่เยอะค่ะ กล้องไม่ค่อยดี

 

มาถึงเข้าที่พัก เก็บของเรียบร้อย ก็หาของทานใกล้ที่พัก ราเมนร้านนี้ใช้วิธีหยอดตู้ เหมือนกันกับราเมนข้อสอบ ซึ่งจะตั้งอยู่คนละฝั่งของสถานี อุเอโนะ แต่รสชาติก็อร่อยทีเดียว ต่างกัน ที่เส้น และ พริก นอกนั้นก็ถือว่าไกล้เคียงค่ะ

ทานอาหารว่างกันใน ตลาดนัด หน้าศาลเจ้า ในสวนอุเอโนะ ลองชิม สาเกร้อน และ อูโด้ง เพราะติดใจจาก ร้านยอดเขาโยชิโนะ แต่ก็แอบผิดหวัง นอกจากรสชาติจะไม่อร่อยเท่า ราคายังแพงกว่าเยอะเลย

วันถัดมา ก็ชิวไม่แพ้กันค่ะ เดินจากที่พัก เข้าสถานีแป๊บเดียว นั่งชิงกันเซนไป Gala Yuzawa ชมหิมะ เล่นสกี ใกล้โตเกียว รวดเดียวไม่มีจอดระหว่างทางค่ะ สมารถใช้ JR Real Pass ได้ไม่ต้องจ่ายเพิ่มค่ะ สดวกและคุ้มจริงๆ

แนะนำให้เช็คเวลา ไปกลับของแต่ละเที่ยว จะได้วางแผนเล่น และใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุดค่ะ

เดินทางไปง่ายมากนั่งชิงกันเซนจากโตเกียวต่อเดียวไปถึงเลย สามารถเดินทางเช้าไป – เย็นกลับได้ เที่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม จนถึง ต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนรีวิวนี้เราไป วันที่ 2 เมษายน 2561

เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขมาก เพราะทุกคนชอบอากาศเย็นยิ่งลูกสาว แล้วมือแช่ในหิมะเป็นชั่วโมงๆ เลยทีเทียวที่สำคัญจะไม่ยอมกลับ ราคาอาหารที่นี่ จะแพงกว่าพื้นที่ปรกติทั่วไปในโตเกียวค่ะ

 

สำหรับคนที่ไม่เล่นสกีก็สามารถขึ้น กระเช้าไฟฟ้าไปด้ถึง สองชั้น แต่ต้องจ่ายเพิ่มค่ะ

 

‘ซูชิหน้าล้นคำโต’ ร้านดังย่าน อูเอโนะ ที่นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นไปกินกันเยอะมาก ร้านนี้มีชื่อว่า Miuramisaki Kou  เป็นร้านซูชิสายพานตั้งอยู่แถวตลาด อะเมะโยโกะ นั่นเอง เอาเป็นว่าใครได้มาที่นี่ห้ามพลาด 

สำหรับใครแวะไปที่ อูเอโนะ ถ้ามาจาก JR ให้ออกทางออก Hirokoji Exit ออกมาปุ๊บจะเห็นร้านยูนิโคล่อยู่อีกฟากของถนน ก็ให้เดินข้ามถนนไปแล้วเข้าซอยที่ถึงก่อนร้านยูนิโคล่ เดินเข้าซอยไปสักนิดนึง ให้เราสังเกตป้ายสีน้ำเงินใหญ่ๆ นั้นคือจุดหมายของเรา

กันดัม(โอไดบะ)ก็มาค่ะ เด็กน้อยชอบมากอยู่จนมืดค่ำ เดินทางจากอุเอโนะไม่ยากค่ะ

 

ต่อไปนี้ท่านจะได้พบกับความตื่นเต้นระดับสิบ ความสุขระดับสิบ ความประทับใจระดับสิบ และถือเป็นทริกและแนวทางของการท่องเที่ยวให้เสมือนการท่องเที่ยวที่แท้จริง และได้บรรยากาศแบบสุดๆ 

    หลังจากนอนดึกตื่นเช้าอยู่หลายวัน เริ่มมีเสียงเสียงบ่นว่า เจ็บเท้าและอยากนอนตื่นสายบ้าง จากลูกและสามี เราก็โอเคไม่ว่ากัน เพราะสองพ่อลูก เอารองเท้าไปไม่พอดีกับเท้าทำให้เดินไม่สบาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ตีสี่ครึ่งก็ตื่นนอนแล้ว ทานกาแฟทำธุระส่วนตัวเสร็จสับ ใช้เวลา 30 นาที ก็ตีห้าพอดี ด้านหน้าโรงแรมมีผู้คนเดินประปรายบ้างแล้ว ถึงแม้จะเป็นดีห้า แต่แสงอาทิตย์ก็สว่างพอให้มองเห็นบรรยากาสยามเช้าได้ เรียกว่ากำลังละมุนกันเลยหละ

และเนื่องจากที่พักอยู่ไกล้สถานี ก็เลยเข้าทางคนชอบเที่ยวแบบเราเลย พอออกมาถึงหน้าโรงแรมก็ ไลส์บอกสามีว่าออกไปเดินเล่นสวนฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟนะ 

เช้าวันนี้อากาศกำลังดี เสื้อยืดและเสื้อคลุมมี ฮูดตัวเดียวก็เอาอยู่ ว่าแล้วเรามาชมบรรยากาศยามเฃ้ารอบๆ สถานีรถไฟอุเอโนะ และสวนอุเอโน๊ะ ยามเช้ากันเถอะ

บรรยากาศหน้าโรงแรม โตเกียวปักหลักอยู่ที่นี่ เดินทางสะดวกใช้ได้ ที่กินที่ช๊อป เดินทางไปเมืองรอบๆ ก็แสนสะดวกค่ะ

สวนอุเอโนะ(Ueno Park) เรียกได้ว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของโตเกียว ที่ถ้ามาแถวๆย่านอุเอะโนะรับรองว่ามาแล้วไม่ใช่นั่งพักผ่อนเพลินๆเฉยๆแน่นอน เพราะสวนสาธารณะแห่งนี้ไม่ใช่แค่เพียงสวนธรรมดาๆนะคะ แต่ข้างในบอกเลยว่าครบเครื่องมากๆ โดยภายในมีทั้งวัด ศาลเจ้า ทะเลสาบ และสวนสัตว์ มีต้นไม้มากมาย ให้บรรยากาศร่มรื่นจึงเป็นสถานที่ที่ชาวโตเกียวนิยมมาพักผ่อนกัน ช่วงปกติที่ว่าคนนิยมมาแล้วบอกเลยว่าจะพีคสุดๆก็ช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกๆปีนี่เองล่ะค่ะ จากการที่มีต้นซากุระเรียงรายอยู่ทั้งสองข้างยาวไปตามทางเดินภายในสวน มีจำนวนมากกว่า 1,000 ต้น ซึ่งมักจะบานช่วงประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ทำให้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากมาเยี่ยมชมในเทศกาลชมดอกซากุระ หรือที่เรียกกันว่า เทศกาลงานฮานามิ บอเลยว่าถึงช่วงนั้นคนจะแน่ไปอยู่บ้างแต่ก็คุ้มนะคะ เพราะซากุระบานสะพรั่งพร้อมๆกันเต็มพื้นที่ไปหมดนี่เป็นอะไรที่สวยจนเกินบรรยายจริงๆ ยิ่งถ้ามาในช่วงเทศกาลงานฮานามิยิ่งจะได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแบบจริงจังอีกด้วย

บนสะพาน หน้าสถานีรถไฟอุเอโน๊ะ

ภาพแรกหลังจากข้ามถนนมา แสงกำลังสวย แต่วัดยังไม่เปิดประตู

ข้ามถนนและเดินต่ออีกบล็อกหนึ่งฝั่งนี้เคยมาแล้วตอนบ่าย บรรยากาศต่างกันลิปลับ ตอนเช้านี่สวรรค์ชัดๆค่ะ

ตลาดนัดที่คืนก่อนแทบเดินไม่ได้ ตอนนี้นั่งดูนกบินไปมาทีละตัวแบบสบายสบาย

เป็นคนแรก ถ้าไม่นับพระที่เปิดประตูวัดให้ ว่าแต่ซากุระบางต้นเริ่มร่วงแล้ว แต่ก็สวยไปอีกแบบค่ะ

เห็นภาพนี้แล้ว พาให้นึกถึงใบไม้เปลี่ยนสียิ่งนัก

ร้าน Ichiran Ramen หรือร้านราเมนข้อสอบที่หลายคนคุ้นเคยกันนั่นเอง จะว่าไปใครที่ไปญี่ปุ่นก็ควรจะแวะชิมสักครั้ง วันนี้เรามีรีวิวร้านนี้ที่สาขา Ueno มาฝากค่ะ ในภาพเป็นความเผ็ดระดับสิบ แต่คิดว่าไม่เผ็ดนะกำลังดีทีเดียว ไปที่ร้านตอน เที่ยงพอดี ได้คิวที่สอง และมีพนักงานมาแจ้งให้รออีก 20 นาทีถึงจะเข้าไปทานได้ แป๊บเดียวมีคนมาต่อท้าย ประมาณ 30-40 คน ตกใจ แต่ก็แอบดีใจ ว่าโชคดีมาถูกจังหวะ 

ไปญี่ปุ่นรอบนี้ กินแต่ราเมนมาตลอดทริป จนหน้าจะเป็นเส้นราเมนแล้ว เจอร้านอร่อยหลายร้านเหมือนกัน แต่ขออวยร้านนี้หน่อยค่ะ  อร่อยต้องลองแนะนำ พลาดไม่ได้อยู่แล้ว แถมอยู่ใกล้ๆ ที่พักด้วย แต่ที่เด็ดกว่านั้นก็คือ ทั้งร้าน มีแค่เมนูเดียวเท่านั้น คือ Tonkotsu Ramen แต่ถึงแม้จะมีเมนูเดียว เราก็สามารถเพิ่ม ลด ส่วนผสม เส้น พริก ผัก ได้ตามชอบนะคะ เพราะทางร้านเค้าจะมี แบบฟอร์มมาให้เราติ๊กเลือกในแต่ละอย่างว่าเราชอบแบบไหนค่ะ ฉะนั้นถูกใจทุกคนค่ะ

มีโอกาสแวะไปเยี่ยมพี่ฟูจิ หนึ่งวันเต็มๆ อากาศไม่เคลียเท่าไหร่ แต่ก็มองเห็น แต่กล้องที่เตรียมไปถ่ายดันเมมโมรี่เต็มค่ะ

เที่ยวมาพอสมควรแล้ว ก็มาซื้อของฝากกันหน่อย อยู่ไกล้ที่พักค่ะ ตึกสีม่วงหลายตึก สินค้าพวกนี้ไม่มีภาษี นักท่องเที่ยวเลยนิยมซื้อของฝากกันที่นี่ค่ะ  ที่ตั้งถัดจากสถานีอุเอโนะเล็กน้อยค่ะ ถ้ายืนอยู่บนสะพานของสถานี คนละฝั่งกับสวนอุเอโนะนะคะ ก็จะมองเห็นตึกเหล่านี้เลยค่ะ

 

 

ที่พักสุดท้ายก่อนกลับ พักที่โรงแรม APA Hotel Keisei Narita Ekimae โรงแรมใกล้สนามบินนาริตะ (Narita) อยู่ติดกับสถานีรถไฟ Keisei Narita, JR Narita เหมาะสำหรับคนที่มี Flight ช่วงเช้า เช่น Thai Air asia X เที่ยวบิน XJ-601 และคนที่ถึงสนามบินนาริตะในช่วงดึก ตลอดจนคนที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องรีบร้อนว่าจะไม่ทันขึ้นเครื่อง ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

 

ภาพถ่ายจากหน้าต่างห้องพัก APA Hotel

 

โรงแรมนี้มีรถรับส่งลูกค้าระหว่างสนามบินนาริตะ กับ โรงแรมเป็นรถบัสจะมีตารางและ ป้ายจอดที่สนามบิน รับส่งเป็นเวลา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที แต่ถ้าจะนั่งรถไฟก็ได้ เพราะห่างแค่ป้ายเดียว แต่ของครอบครัวเราเลือกใช้บริการรถรับส่งของโรงแรม เพราะคิดว่าสะดวกดีแล้ว โดยรถบ้สจะจอดอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงแรม แนะนำให้แจ้งพนักงานเวลาเที่ยวบิน เพื่อสำรองที่นั่งให้เหมาะสมกับเที่ยวบินของเราด้วยนะคะ เพราะเมื่อส่งถึงสนามบินแล้วต้องใช้เวลาเดินต่ออีกพอสมควรค่ะ

 

    APA Hotel เป็นเครือโรงแรมขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น มีครอบคลุมทั่วภูมิภาคในญี่ปุ่น มีระดับดาวอยู่ที่ 3 ดาว คำว่า APA ย่อมาจาก Always Pleasant Amenity มีความหมายว่าสะดวกสบาย ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าใช้ได้  สาขานี้ APA Hotel Keisei Narita Ekimae อยู่ติดสถานีเคเซ นาริตะ ลูกค้าเข้าพักหนาแน่น การ เช็คอินเข้าพัก เมื่อได้ การ์ด ยืนยันการจองแล้ว เราต้องเช็คอินผ่านเครื่อง และ สามารถชำระค่าที่พักผ่านเครื่อง รูปทรงคล้ายเครื่อง เอทีเอ็ม นี่ล่ะค่ะ พอทำตามขั้นตอนผ่านเครื่องไปแล้วก็จะได้ คีการ์ดเพิ่มมาอีกหนึ่งใบค่ะ ในกรณีจองอาหารเช้าไว้อย่าลืมขอคูปองด้วยนะคะ เพราะทางร้านอาหารจะต้องเก็บคูปองก่อนให้ทานอาหาร ในรอบของเราพนักงานลืมให้ต้องมาทวงตอนเช้าค่ะ ส่วนถ้าใครมีเที่ยวบินเช้าเช่น 9-10 โมงไม่แนะนำให้จองอาหารเช้านะคะ เพราะจะฉุกละหุกเกินไป สู้ไปทานที่สนามบินจะดีกว่าค่ะ ส่วนอาหารเช้าถือว่าดี เสียดายที่ทานได้นิดเดียว ต้องรีบไปขึ้นรถบัส ซึ่งขนาดว่าเรารีบแล้วพอไปถึงรถบัส ปรากฏว่าอยู่ท้ายสุดแล้ว แนะนำอีกนิดหนึ่ง ในการเก็บกระเป๋าเดินทางใต้รถบัส ให้แจ้งพนักงานด้วยว่า บินในหรือนอกประเทศ เพราะรถบัสจะจอด ตามเทอมินอล ใครลงก่อนกระเป๋าก็จะอยู่ด้านหน้าเพื่อความรวดเร็ว ส่วนใครลงทีหลังกระเป๋าก็จะถูกวางด้านใน และพนักงานจะมีบัตร หมายเลขกระเป๋าให้เราถือไว้ด้วย เพื่อยื่นรับกระเป๋าในตอนลงค่ะ

 

         การเดินทางท่องเที่ยวของเราในรอบนี้ถือว่าราบรื่นดี แต่ก็มีบ้างที่ออกนอกเส้นทางที่ไม่ได้ทำการบ้านมา เป็นการเปลี่ยนแผนกลางอากาศ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เพราะข้อดีของบ้านเมืองนี้คือความสะดวกสบาย ในเรื่องของการเดินทางนี่ต้องยกให้เค้าเลย

        

       แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรศึกษาและวางแผนการเดินทางให้ละเอียดพอที่จะเที่ยวด้วยตัวเองได้เพราะจะได้ไม่เสียเวลา ที่สำคัญถ้ามีความมั่นใจในเรื่องการเดินทาง วางแผนรัดกุม ทั่วถึง ถูกต้องแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วรถไฟ ที่พักโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนหนาแน่น ประกันการเดินทางที่เหมาะสมและตอบโจทกับเราแล้วย่อมเที่ยวอย่างสบายใจ ปลดปล่อยได้เต็มที่ ไม่ต้องมาห่วงหน้าพะวงหลังให้เสียอรรถรถในการเที่ยวของเราค่ะ ถ้าผ่านการเดินทางครั้งแรกๆไปแล้ว ครั้งต่อๆไปรับรองสบายมากค่ะ ที่น่าเป็นห่วงก็เห็นจะเป็นยิ่งเที่ยวยิ่งอยากไปอีกนี่ล่ะค่ะ ว่าแล้วก็วางแผนเที่ยวกันต่อเลย...เพราะ ญี่ปุ่นไปกี่ครั้งก็ไม่พอจริงๆค่ะ

 




สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้