2-A SOLO BACKPACKER: ดีซ่านโตเกียว ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้ Everywhere I can go! Everything i can do! | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan
Tourist Pass
Tourist Pass


สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้



SOLO BACKPACKER: ดีซ่านโตเกียว ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้

Everywhere I can go! Everything i can do!

 

"อย่าทิ้งความฝัน เพียงแค่เพราะไม่มีใครไปเป็นเพื่อน"  

     ประโยคสั้นสั้นที่เราอ่านเจอใน twitter กระชากความคิดเราแรงมาก และมันคือเรื่องจริง ส่วนตัวเราเชื่อว่า Everywhere I can go! ใครๆ ก็ไปเที่ยวได้ (ด้วยตัวเอง) เราเลยมักจะเที่ยวด้วยตัวเอง บ่อยๆ เที่ยวคนเดียวบ้าง เที่ยวกับเพื่อนๆบ้าง แล้วแต่จังหวะจอพอเหมาะ  โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น การเดินทางไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อินเตอร์เนตช่วยให้เราไปที่ไหนก็ได้บนโลกด้วยตัวเอง เราว่าสำหรับเด็กรุ่นใหม่ หมดเวลาของการเที่ยวกับทัวร์ ตามโปรแกรม 7 8 9 แล้วล่ะ มันเข้าสู่ยุค up to you !! ( ชื่อยุคฟังดูพิกลหน่อยๆ ) อยากเที่ยวแบบไหน อยากทำอะไรเลือกเอาเอง ตามมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันค่ะ

 

เที่ยวญี่ปุ่นแพงมั้ย ? 

     ญี่ปุ่นเป็นเมืองในฝันของเราตั้งแต่เด็ก ญี่ปุ่นทริปนี้ไม่ใช่ญี่ปุ่นครั้งแรกของเรา แต่เป็นญี่ปุ่นครั้งแรกที่เราออกเดินทางคนเดียว ( ไม่งงจะงงมาก ) ถามว่าแพงมั้ยก็จะตอบยากหน่อย แต่เราว่าขึ้นอยู่กับทริปและการจัดการของตัวเอง ส่วนตัวเราว่าญี่ปุ่นไม่ได้แพงเท่าที่คิด ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าเดินทาง ที่ต้องจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนั้นให้ดี เพราะตั๋วเครื่องบินเป็นปัจจัยเดียวที่เรากำหนดเองไม่ได้ และค่าเดินทางที่ญี่ปุ่นค่อนข้างแพงมากมาก ดังนั้นสิ่งที่ต้องวางแผนให้ดีคือสองอย่างนี้ ส่วนทริปแต่ละวันเราว่าทุกอย่างยืดหยุ่นได้ สบายๆ เที่ยวเมืออยากเที่ยว พักเมื่ออยากพัก กินเมื่ออยากกิน เปย์ตัวเองให้เต็มที่เมื่อเที่ยวคนเดียว

ทริปนี้เรามีเวลาแค่ 4 วัน ( วันลาหมดแล้ว ) ลางานเพิ่มแค่ 2 วัน ก็เที่ยวญี่ปุ่นได้แบบเต็มอิ่ม เจอโตเกียวที่เหลืองจนเกิดอาการดีซ่าน ตอนไปไม่ได้วางแพลนอะไรมาก แค่อยากไปเห็นใบไม้เปลี่ยนสี เจออากาศเย็นๆ พักผ่อนเดินเล่น ทานเนื้อดีดีสักมื้อ กินซูชิอร่อยสักหน่อย เสพญี่ปุ่นที่เป็นญี่ปุ่น สรุปทริปให้ตามนี้ค่ะจะได้เห็นโปรแกรมได้ชัดชัด 

Day 1 เดินทาง BKK – Narita Airport

Day 2 Asakusa Temple – Imahan shabu - SuzukienxNanaya
Day 3 showakinen koen - ทานเนื้อย่าง Jiromaru
Day 4  ตลาดปลา Tsukiji  - shinjuku gyoen -  Isomaru Suisan
Day 5 เดินเล่น university of tokyo ( kamaba campus ) - midori sushi - starbuck shibuya  
   ** หมายเหตุ เดินทางกลางคืนถึงเช้า แล้วเที่ยวได้เลย ประหยัดวันลา และเที่ยวได้เพิ่มอีก 1 วันค่ะ

 

จากสนามบินนาริตะ เดินทางเข้าเมืองยังไง ?

   จากนาริตะ มีวิธีการเดินทางเข้าโตเกียว หลากหลายวิธีเลยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับที่พักที่จองไว้ / pass ที่ใช้ เวลาที่ต้องการ ฮ่าๆ ดูจะต้องดูหลายอย่าง แต่เราดูที่ราคาและความสะดวกเป็นหลัก hypedia ช่วยคุณได้เสมอ !
 

ก่อนเลือกวิธีการเดินทาง ต้องทบทวนตามหัวข้อนี้ก่อนค่ะ

1. เลือกที่พักหรือจุดหมายที่จะไปจากสนามบินนาริตะ

2. ดูว่าที่พักหรือจุดหมายนั้นใกล้กับสถานีรถไฟอะไร

3. เลือกวิธีการเดินทางจากสนามบินนาริตะ

   ทริปนี้เราพักที่ Asakusa เหมือนเดิม วิธีการเดินทางเข้าที่พักเราเลือกนั่งรถไฟ Narita Sky Access Line คืออีกหนึ่งขบวนรถไฟจากบริษัท Keisei ที่วิ่งตรงจากสนามบินนาริตะไปผ่านสถานีหลัก ๆ ในเมืองโตเกียว ไม่ว่าจะเป็น Asakusa, Nihombashi, Higashi-Ginza, Nippori และ Ueno จะใช้เวลานานกว่ารถไฟขบวน Skyliner สักหน่อย แต่ค่าตั๋วในการเดินทางนั้นราคาถูกกว่ามากค่ะ 

   **ที่นั่งภายในขบวนรถไฟนี้เป็นแบบหันหน้าเข้าหากันตามแนวรถไฟคล้ายกับรถไฟฟ้า BTS และ MRT บ้านเรา  เมื่อซื้อตั๋วแล้วสามารถเลือกนั่งที่ไหนก็ได้ ไม่มีที่เก็บสัมภาระ จะเป็นรถไฟที่คนญี่ปุ่นใช้กันส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวมากนัก นั่งมองคนญี่ปุ่นเข้าๆออกออก นั่งอ่านนังสือแปปเดียวก็ถึงสถานที Asakusa แล้วล่ะคะ
 

รายละเอียดเพิ่มเติม

ราคา : ผู้ใหญ่ 1,330 เยน เด็ก (6-12 ปี) 670 เยน

*หากใช้บัตร IC Card เช่น PASMO หรือ SUICA จะลดราคาเหลือ ผู้ใหญ่ 1,318 เยน เด็ก 659 เยน

จุดจำหน่ายบัตร : เคาท์เตอร์ Keisei Electric Railway ในสนามบินนาริตะ Terminal 1,2,3 

เวลาที่ให้บริการ

Terminal 1 วันจันทร์ถึงศุกร์ 5.41-22.03 น.เสาร์อาทิตย์และวันหยุด 5.46-22.03 น.

Terminal 2,3 วันจันทร์ถึงศุกร์ 5.44-22.06 น. เสาร์อาทิตย์และวันหยุด 5.49-22.06 น.
 

เที่ยวแค่โตเกียว ใช้พาสอะไรดี     

   เป็นพาสที่สามารถนั่งรถไฟได้ 2 สาย คือ Tokyo Metro และ Toei Subway โดยมีให้เลือกเป็นรายชั่วโมงคือ 24 ชม. , 48 ชม. , 72 ชม. นับจากเวลาที่เปิดใช้บัตร โดยเราสามารถซื้อและเปิดใช้แยกกันได้เพราะนับเป็น ชม. เป็นหลักจึงคุ้มค่าในการซื้อและเดินทางในแต่ละวัน และราคาไม่แพงด้วย ทริปนี้เราเลือกอันนี้เป็นหลัก จะนั่งกี่เที่ยวก็ได้ เหมาเหมาไปเลย หลงก็งบไม่เกิน เราอยู่โตเกียว 4 วัน วันแรกเราเที่ยวแถวที่พักเดินเที่ยวได้เลยไม่ได้ใช้บัตร ส่วนอีก 3 วันหลัง ซื้อเป็นบัตร 72 ชั่วโมงไปค่ะ ส่วนตรงไหนที่เกินจากบัตรนี้ไปค่อยซื้อเป็นอันอันเพิ่ม ควรซื้อจากสนามบินไปเลย จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาตามหา
 

รายละเอียดบัตร subway 

ราคา : 24 ชม. ผู้ใหญ่ 800 เยน  ( เด็ก 400 เยน )

ราคา : 48 ชม. ผู้ใหญ่ 1200 เยน ( เด็ก 600 เยน )

ราคา : 72 ชม. ผู้ใหญ่ 1500 เยน ( เด็ก 750 เยน )

ซื้อได้ที่ : สนามบิน , สถานี JR, ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติในสถานี Tokyo Metro หรือ Toei Metro หรือโรงแรมใหญ่ๆก็มีค่ะ ( ถ้าลืมซื้อ สอบถามโรงแรมที่พักได้ให้โรงแรมแนะนำ พิกัดซื้อที่ไกล้ที่สุด )

 

เดินทางคนเดียวพักแบบไหนดี ?

    อันนี้เราว่าขึ้นอยู่กับงบประมาณ แต่ถ้างบมีจำกัดแบบเรานอน hostel ทำเลดี เดินทางง่าย ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดี ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีระเบียบมากมาก เพราะฉะนั้นที่พักที่ญี่ปุ่นการันตี ความสะอาดได้เลย และปลอดภัยมากมาก โฮสเทลเลยเป็นตัวเลือกแรกแรกของเรา ในเกือบทุกทริป เราชอบพักโซน Asakuza เพราะน่าจะเป็นโซนที่ราคาที่พักถูกที่สุดแล้ว ไกล้สถานที่ท่องเที่ยว ที่กิน ที่ชอปปิ้ง เยอะมาก แถมที่พักอยู่ไกล้สถานีรถไฟมากมาก เดินทางไปเที่ยวในโตเกียวและไปกลับ สนามบินได้ง่ายด้วย

     รอบนี้เราพักที่ Bunka Hostel Tokyo ที่พักในแถบ Asakuza ดีทั้งดีไซน์ การออกแบบ ความสะอาด ความเป็นส่วนตัว เจ้าหน้าที่ก็แซ่บมากกก ( หล่อทุกคน)

แถมให้บริการดีมากเลยค่ะ ทำเลก็ดี  มินิมาร์ทเลี้ยวซ้าย ดองกี้เลี้ยวขวา ห่างจากรถไฟฟ้าแค่ 5 นาที ไกล้โตเกียวสกายทรี ไกล้วัด asakusa ในราคาคืนละประมาณ 1,000 บาท    ( ราคามีเปลี่ยนแปลงตามช่วงนะคะ)  ได้รีวิวใน booking.com 8.9 คะแนน ดีจริงๆ เป็นโฮสเทลที่หนึ่งในใจของเราในตอนนี้เลยค่ะ

 

บรรยากาศ lobby ชั้นล่างเป็นร้านอาหาร มีครบทั้งอาหาร แอลกอฮอล์ และกาแฟ ไม่ได้พักก็เปิดให้เข้ามาทานได้เลยค่ะ ( พนักงานแซ่บทุกคน )ห้องพัก เตียงนุ่ม หอม สะอาด และเป็นส่วนตัวมากมากค่ะ มี locker ให้เก็บของคนละ 1 ตู้ค่ะ ล๊อคเกอร์ใหญ่ ใส่กระเป๋าลากใบใหญ่ๆได้สบายค่ะห้องครัวชั้นบนสุด มีตู้เย็น ไมโครเวฟ มาใช้บริการได้

ห้องน้ำก็มีความ minimal ญี่ปุ่นสไตล์มากมาก โฮสเทลดีดีมีที่ญี่ปุ่น

เราพักแบบห้องรวม แต่แบบห้องส่วนตัวก็มีนะคะ ส่วนนี้ไม่ได้ถ่ายภาพมาเนื่องจากเป็นพื้นที่ ส่วนตั ขอเอาภาพจากโรงแรมมาให้ชมแทนค่ะ




มาถึงวันแรกตอนเช้า ผ่านตม.ญี่ปุ่นโดยเร็วเพราะมีประวัติเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลายรอบแล้ว     ( แต่เค้าก็ขอดูใบจองโรงแรมบ้างเหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นเตรียมปริ้นไปด้วยนะจ้ะ ) เราจัดการกระเป๋าเสร็จจัดการล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำสนามบิน แล้วออกมาซื้อบัตร subway เดินทางเข้าโตเกียวชิลๆ อากาศช่วงพฤศจิกายนเย็นสบายๆ ไม่หนาวมาก  เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม ( โรงแรมญี่ปุ่นส่วนใหญ่เช็คอินได้ตอนประมาณสี่โมงเย็น ) วันนี้วันแรก เราใช้เวลาเบาเบาหลวมๆ เดินเที่ยวแถวที่พัก ไม่ไปไหนไกลมาก เพราะนั่งเครื่องมาทั้งคืนก็แอบเพลียนิดๆ  ตัวเลือกที่เปย์ตัวเองได้ดีที่สุดก็ไม่พ้น การกินนี่แหละ :) !! มื้อแรกที่ญี่ปุ่นเราอยากจัด
Asakusa Imahan เป็นร้านสุกี้ยากี้ / ชาบู โคตรอร่อยแบบพรีเมี่ยม



 

ตำนานความอร่อยอยู่คู่กับโตเกียวมากว่า 120 แต่ความอร่อย ยังคงเส้นคงวามา ณ เพลานี้ เป็นร้านชาบู/สุกี้ยากี้ติดลำดับใน tabelog ของเมืองโตเกียวเลยจ้า เนื้อวากิวนิ่มๆ หอมละมุนติดลิ้น พร้อมน้ำซุปรสพิเศษ ( Special price กับ lunch set :) ราคาเริ่มต้นแค่ 1,500 JPY เท่านั้น!! แน่นอนเราเลยเลือกมาทานช่วงตอนเที่ยงเพราะราคาถูกกว่า ฮ่า มีอยู่เหตุผลเดียว shabu Luncn Gozen set ราคาอยู่ที่ 3,800 JPY  (+ VAT 8% = 4,104 JPY/SET) แต่ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากมากกับรสชาติ และการบริการที่ได้รับ ตอนแรกเราลังเลว่าจะทานแบบไหนดีระหว่าง sukiyaki หรือ shabu ถามพนักงานว่าอันไหนคือ The Best ของร้านเหรอ ได้คำตอบกลับมาว่า sukiyaki จ้ายู้วววว  เลยจัดมา 1 set
 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม
เวลาทำการ: 11:30 am – 9:30 pm    ( lunch set 11.30 – 15.00)
     ช่วงเที่ยงคนจะเยอะต้องรอคิว ตอนแรกพนักงานบอกว่ารอประมาณ 1 ชั่วโมง แต่จริงๆแล้วรอแค่ ~15 นาที ก็ได้ทานแล้ว ไม่มีการแจกบัตรคิว รอแล้วต้องนั่งอยู่ในแถวเท่านั้น ออกไปไหนไม่ได้จ้า !! 

รายละเอียดเพิ่มเติม
ราคา: มื้อกลางวัน – 3500 เยน, Hyakunen gyuudon – 1,500 เยน
Website: 
www.asakusaimahan.co.jp/english
เบอร์โทร 03 – 38411114  ( โทรจองได้ แต่ต้องขั้นต่ำ 2 ท่าน จึงจะสามารถจองโต๊ะได้ค่ะ )
ที่อยู่: 3-1-12 Nishiasakusa, Taito-ku, Tokyo


สรุปสั้นๆ ไปกินเถ๊อะคุ้มราคามากมากจ้า อิ่มยันเย็นเลย

 
อิ่มแล้วเราไปเดินเล่นต่อที่ asakusa sensoji temple วัดยอดฮิตของคนไทย เป้าหมายจริงๆคือการกินขนมมากกว่าการเดินเที่ยววัด เดินเข้าวัดนิดหน่อย แล้วก็เดินเข้าร้านขนมเยอะๆ เดินแถวๆวัดไปเรื่อยๆ



แล้วอยากให้เดินเลยไปหลังวัดเพราะมีร้านไอศกรีมชาเขียวอยู่ข้างหลังวัด เป็ไอศกรีมชาเขียวที่เข้มข้นที่สุดในโลก แต่จริงๆที่ร้านมีชาเขียวให้เลือกหลายระดับ แต่ถ้าจะมาให้ถึงก็ควรเลือกระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับที่เข้มข้นที่สุดในร้าน




 

รสชาติขมแบบชาเขียวใครที่ชอบชาแบบขมๆแบบเราชอบมากกก อยากให้แวะไปลองค่ะ อร่อยจนอยากกินซ้ำอีกหลายๆรอบเลย

 

เดินไปเดินมาเรื่อยเปื่อย จนถึงเย็น ช่วงพฤศจิกายนเริ่มเข้าหน้าหนาว ช่วงเย็นๆอากาศจะเย็นมาก แถมมีฝนตกปรอยๆ แบบนี้ต้องซดราเมงร้อนๆ เลยจัดราเมงข้อสอบที่รักเป็นมื้อเย็นให้เต็มท้อง




รามองข้อสอบเป็นราเมงที่ร้านนั่งกินจำลองการทำข้อสอบ  สามารถเลือกได้ว่าจะนั่งเป็นเหมือนโต๊ะข้อสอบ หรือโต๊ะธรรมดา   วิธีการกิน

1.เลือกราเมงจากตู้กด ( ร้านอาหารในญี่ปุ่นเกือบหมด ใช้วิธีการสั่งอาหารจากตู้ค่ะ) โดยสามารถเลือกเมนูหลักไว้ก่อนได้

2.เมื่อมานั่งที่โต๊ะ จะมีข้อสอบมาให้เลือกรูปแบบราเมงที่เราอยากได้ เช่น ลักษณะของเส้น ระดับความนุ่มของเส้น ระดับน้ำมัน ผักที่ต้องการ ความเข้มของซุป ระดับความเผ็ด เราว่ามันคือราเมงที่ติดแบรนด์ชื่อเรา ถ้วยนี้มีหนึ่งเดียวเท่านั้น เป็นกิมมิกที่น่ารักดี

3.เขียนข้อสอบเรียบร้อยแล้ว กดกริ่งเรียกพนักงาน พนักงานจะเก็บข้อสอบของเราไป

4.รอสูดเส้นดังๆ และสดน้ำซุปร้อนร้อน  อร่อยลืมมมมจ้า
 

 **ร้านนี้มีหลายสาขา เราชอบทานที่ asakusa เพราะคนน้อยไม่ต้องต่อคิว สาขาอื่นนี่ต่อคิวกันยาวมากมาก ถ้ารักที่จะอร่อยก็ต้องอดทนเนอะ

ความน่ารักของญี่ปุ่นคือการใส่ใจรายละเอียด สอนแม้กระทั่งวิธีการปอกไข่ , ไข่ในราเมงเป็นไข่ต้มเกลือซึ่งอร่อยมากมาก ต้องลองจริงๆค่ะ

ราเมงข้อสอบของเรา อยากเพิ่มเส้นเพิ่มหมู เพ่ิมผัก จัดไปตามใจต้องการ

อากาศหนาวหนาว ได้กินราเมงนี่มันดีมากมากเลยค่ะ

 

อิ่มแล้วก็ตาปลือ กลับโอสเทสไปนอนกัน

 

 

ตรอกญี่ปุ่น

เบียร์สักแก้ว กับอากาศหนาวๆ คืนนี้หลับสบายแล้ว

 

 

Day 3  

   วันนี้เราจะเริ่มต้นตามหาใบไม้เปลี่ยนสีที่โตเกียว เป้าหมายของเราคือ  Showakinen koen


 

Showakinen koen ( โชวะ คิเนน ) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ไม่ไกลโตเกียว ซากุระก็สวย ใบไม้เปลี่ยนสีก็สดใส คนญี่ปุ่นชอบไปปิคนิค กินข้าวกล่อง พาลูกหลานมาเดินเล่นกัน นอกจากบรรยากาศสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว บรรยากาศรอบๆก็ดูอบอุ่นทำให้วิวสวยขึ้นไปอีก




 

 เรานั่งเล่นอยู่ที่นี่นานมาก ไม่อยากไปไหนเล สวนกว้างเดินได้เรื่อยๆ เลยกินข้าวเสร็จเราก็แว่บนอนไต้ต้นแปะก๊วย ไปหน่อยนึง :)ความน่ารักของญี่ปุ่น เหมือนสวิสอยู่อย่าง คือมีเก้าอี้ให้นั่งชมวิวสวยๆ ดูบรรยากาศ ชอบบบ

 

 

นอกจากใบแปะก๊วยเหลืองทั้งสวนแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสี อื่นๆก็เปลี่ยนสีทั่วเลยค่ะ

ถ่ายยังไงก็สวย ข้างในมีจุดขายอาหาร น้ำ ไอศครีมหรือจะพกข้าวกล่องไปปิคนิค ข้างในก็ดีไปอีกค่ะ วันนี้เลยได้ปิคนิคในสวน บนเสื่อใบแปะก๊วย

 

 

การเดินทาง 

 - จาก asakusa  metro - kanda ( tokyo ) ใช้บัตร tokyo metro แล้วไปเปลียนสายไป JR ลงสถานี Tachikawa ( เดินไปประมาณ 5 นาที ) 

ค่าเข้า 480 JPY เวลาเปิด 9.00 -16.00 ( ไปช่วงเช้าคนยังไม่เยอะ) 

ช่วงเวลาที่เหมาะสม : กลางเดือนพฤศจิกายน

เช็คเวลารถไฟญี่ปุ่นได้ง่ายๆที่ http://www.hyperdia.com ( ตรงเวลาเป้ะเลยค่ะ )

 

หลังจากเดินเล่นในสวนเกือบทั้งวันจนอิ่มกับวิวแล้ว เราไปอิ่มกับเนื้ออร่อยๆบ้างดีกว่า :) เป้าหมายของเราวันนี้คือเนื้อย่าง !!
 

Jiromaru : อร่อยกับเนื้อวัว A5 ราคาถูก






 

   แม้หน้าตาหน้าร้านจะดูบ้าน ๆ แต่ใครจะรู้ว่าร้าน Jiromaru จะเป็นร้านขายเนื้อย่างยากินิคุ สไตล์ Tachigui ในราคาถูกแสนถูกเพราะเขาขายเนื้อในราคาที่ต่ำสุดแค่ 30 เยนเท่านั้นเอง ! กรี๊ดดดดดด หึหึหึหึ A5 ในราคา 280 JPY ว่ะแกร๊ นี่อดข้าวมาทั้งวันเพื่อมากินมือนี้ ที่นี่ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษนะคะ คนที่มาทานจะเป็นคนญี่ปุ่นทั้งหมด เอาเป็นว่า ชอบชิ้นไหนก็จิ้ม เอาเลยย สนุกดี ภาษาใบ้กันเมื่อยมือเลย :) แต่รสชาติ 10 10 10 ไปเลยจ้า

 

     ใครกลัวไม่อิ่มจะสั่งข้าวมากินแกล้มเนื้อด้วยก็ได้ หรือจะเพิ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล อย่างเบียร์สักแก้วก็คงจะเป็นมื้อที่อิ่มและฟินมาก ใครอยากลองลิ้มรสเนื้อวัวคุณภาพ A5 ดูสักครั้งก็แวะมาได้ ร้านนี้เขาเปิดตั้งแแต่ 11 โมงยันตี 5 เลยจ้า ร้านนี้จะต้องยืนกิน ถือว่าช่วยย่อยไปในตัว จะได้กินได้เยอะๆนานนานมาทีโน้ะ  ที่ร้านจะมีเตาแค่ประมาณ 10 เตาเท่านั้น และร้านจะเล็กมาก ต้องรอคิวนะคะ ไม่ควรไปตอนหิวมากมาก เผื่อเวลาไว้หน่อย จะได้กินได้อย่างไม่จุก
 

หมายเหตุ :: เนื่องจากร้านแคบมากต้องรอคิว และ ควรเช็คบิลให้เรียบร้อยก่อนชำระเงินน๊า เพราะคิดเงินตามชิ้น ของเรานางคิดเงินเกินจ้า 

 

วิธีเดินทาง

     นั่งรถไฟสาย Seibu-Shinjuku จากนั้นลงที่สถานี Seibu-Shinjuku จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 1 นาที   

หมายเหตุ : เวลาทำการ 11.30-5.00 น.  ราคา เริ่มต้น 30 เยน  โทรศัพท์ 03-6380-3292

 ลายยยยยยยยมั้ยยยย

 

 

Day 4   ตลาดปลา Tsukiji  - shinjuku gyoen -  Isomaru Suisan

   เริ่มต้นวันแห่งความสุขด้วยตลาดปลา เราชอบเดินตลาดทุกประเภท อยากซึบซับวัฒนธรรมท้องถิ่น และเรียนรู้วิถีความเป็นอยู่ โดยเฉพาะตลาดปลาเนี่ย ชอบเป็นพิเศษเลย ไม่ได้อยากเรียนรู้อะไรหรอกสำหรับที่นี่แค่อยากกินเท่านั้น :) 

  ตลาดปลา Tsukiji เป็นตลาดค้าส่งปลา,ผักและผลไม้ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว ในบรรดาตลาดค้าส่งที่กระจายอยู่ในโตเกียวนั้น ตลาดปลาแห่งนี้นับเป็นที่ที่มีชื่อเสียง มากที่สุดและเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหนึ่งในตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย แต่สำหรับเราที่นี่เป็นตลาดที่อร่อยที่สุดในโลก ทุกอย่างน่ากินไปหมด :) จัดไปเยอะมาก อิ่มจนกลับบ้านไม่ถูก




 

อิ่มจนกลับบ้านไปถูกก็ไปเดินย่อยกันหน่อยจ้า  ใบเป๊ะก๊วยเหลืองๆ เป้าหมายต่อไปอยู่ที่ shinjuku gyoen

shinjuku gyoen

    ที่นี่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นที่นิยมมากที่สุดของในโตเกียว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟชินจูกุ เป็นสถานที่ที่ให้บรรยากาศเงียบสงบ ที่อยู่ติดกับความวุ่นวายของเมืองใหญ่ และที่สำคัญคือเป็นที่ชมดอกซากุระในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงใบไม้ร่วงกลางเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนธันวาคมก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีด้วยค่ะ สวยทุกเดือนเลยที่นี่





 

Shinjuku Gyoen ชอบต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ตรงนี้ ต้นใหญ่มาก เหลืองทั้งต้น สวยมากกกก ดูยิ่งใหญ่จริง

เวลาเปิด-ปิด: 9:00-16:30 (เข้าก่อน 16:00)

วันปิดทำการ: ทุกวันจันทร์ (หากวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการจะปิดในวันถัดไปแทน)

วิธีการเดินทาง

โดยสาร Toei Shinjuku Subway Line - ลงที่สถานี Shinjuku 3 chome Station ออกทางออก C1 หรือ C5 เดินไป 5 นาที  ( tokyo metro แนะนำลงที่สถานีนี้เลยค่ะ ไม่จ่ายตังเพิ่ม เดินไม่นาน )

โดยสาร JR Keio Odakyu Lines  - ลงที่สถานี Shinjuku Station ออกทางออกทิศใต้ เดินไปประมาณ 10 นาที

โดยสาร Seibu Shinjuku Line  - ลงที่สถานี Seibu Shinjuku Station เดินไปประมาณ 15 นาที

โดยสาร Marunouchi Subway Line - ลงที่สถานี Shinjuku Gyoen mae Station ออกทางออก 1 เดินไป 5 นาที

 

เดินเล่น นั่งเล่นที่นี่แปปเดียวก็หมดเวลา 1 วันแล้ว เต็มอิ่มมากมาก การมาเที่ยวด้วยตัวเองมันดีอย่างนี้แหละ จะจัดการยังไงก็ได้ จะนั่งใต้ต้นไม้เป็นชั่วโมง ก็ไม่มีใครว่า จะเล่นกับเด็กที่มาทัศนศึกษานานนานก็ไม่ผิด

 

Everywhere I can go!  

everything i can do :)

 

 

มาถึงมื้อเย็นของเราาาาาาาาาาาาาาาาาาา ร้านประจำของเราเอง :) รักมากร้านนี้  Isomaru Suisan

  Isomaru Suisan ร้านอาหารทะลสดและปิ้งย่าง ในบรรยากาศหมู่บ้านประมง กับสไตล์ญี่ปุ่นเรโทร มีสาขาตามเมืองใหญ่ อาทิ โตเกียว, โอซาก้า, นาโกย่า แถมเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ราคาไม่แรงแต่รสชาติ อร่อยแรงมากมาก เมนูที่ห้ามพลาดเลยก็คือ
กระดองปูมิโซะย่าง ชื่อญี่ปุ่นเรียกว่า Kani Miso Korasho 蟹味噌甲羅焼 ค่อยๆย่างๆจนเริ่มมีกลิ่นหอม ไหม้เดือดปุดๆ ใครชอบแห้งๆข้นๆแบบเราก็ย่างเกรียมๆค่ะ แต่อย่าระวังให้ไหม้นะคะ แล้วราดบนข้าวสวยร้อนๆ คลุกให้เข้ากัน แจ่มมากมาก ( พิมพ์ไปหิวไปพร้อมกัน )

 


 ที่ร้านยังมีอาหารทะเลอื่นๆ ซูชิ ซาซิมิ ก็เยอะมากค่ะ ทานได้ 24 ชั่วโมง :) ไม่อิ่ม ไม่เลิก อิ่มจนหลับฝันดี :)

 

Day 5 เดินเล่น university of tokyo ( kamaba campus ) - midori sushi - starbuck shibuya - เดินทางกลับ :)

  แปปๆ วันสุดท้ายแล้ว วันนี้เราเซทไว้เป็นวันพักผ่อนค่ะ ( นี่ก็พักทุกวันแล้วน๊าา ) ตื่นสายๆ เดินเล่นไปเรื่อยๆ :) นั่งร้านกาแฟ เขียนโปสการ์ดสักหน่อย กลับบ้านแบบเต็มอิ่ม :)   ตอนเช้าก็เช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมได้เลยค่ะ บริการฝากกระเป๋าฟรี ไม่ต้องไปฝากลอคเกอร์ให้เสียตังโน้ะ 

   จุดสุดท้ายในการตามหาใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียว เราเลือกหาสถานที่ลับแลหน่อยๆ ไม่อยากเจอคนเยอะมาก เจ้าหน้าที่ที่โรงแรมให้ไป university of tokyo ( kamaba campus ) เลยลองไปหน่อยละกัน


 

     ปรากฎว่าดีมากค่ะ เพราะที่นี่เงียบสงบมาก ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ใบไม้สมบูรณ์ สวยงาม มาถ่ายแฟชั่นกันได้ ไม่ต้องตบกับมนุษย์ ไกล้ด้วย มาเดินเล่นชิบูย่าก็แวะมาได้เลยเลย มีแต่คนญี่ปุ่น นักศึกษา อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเดินเล่นกันอยู่ไม่มาก


 

การเดินทาง จาก shibuya นั่ง keio line มาลง komaba -todaimae  หรือใครอยากเดินมาจากชิบูย่าก็ได้ค่ะ เราใช้วิธีเดินไป ลัดเลาะไปเรื่อยๆได้ชมบ้านคนญี่ปุ่นจริงๆก็ดีนะ

ค่าเข้า ฟรี ( เอาหน้าวัยละอ่อนโชว์พี่ยามแล้วเดินเข้าเลย หน้าตาพวกเราก็เหมือนอาจารย์มหาลัยไกล้เกษียรอยู่แล้ว ฮ๋าๆ)

 ภาพวาดหน้าโรงเรียนอนุบาล

content-blackquote content-vdo content-text

 เดินเยอะมันก็หิวเป็นธรรมดาโน้ะ เลยหาอะไรทานแถบนั้น มีเพื่อนแนะนำมาว่าร้านซูชิรสเด็ด ราคาสมเหตุสมผลอยู่แถวชิบูย่า ดิฉันก็ไม่พลาดค่ะ เดินกลับมาชิบูย่าอย่างไว 

    Midori Sushi เป็นร้านซูชิที่โด่งดังมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงชาวไทย ( ไปร้านเจอคนไทยหลายคนเลยค่ะ ) ร้านนี้มีสาขาอยู่มากมายในโตเกียว สาขา Shibuya อยู่บนชั้น 4 ตึก Shibuya Mark City อยู่ติดกับสถานีรถไฟเลยค่ะ มีทางเชื่อมออก ขึ้นชั้น 4 เดินไปนิดหน่อยก็จะเจอแล้ว  แต่แต่แต่ ร้านดังดังแบบนี้ต้องรับบัตรคิวค่ะ ให้รับบัตรคิวก่อน ซึ่งจะมีให้ใส่จำนวนคนและเลือกประเภทที่นั่ง จากนั้นก็รอ… จะไปเดินเล่นแล้วค่อยกลับมากค่ะ  ( ถ้าคิวเลยแล้วข้ามเลยนะคะ  กะเวลาดีดี ) นะคะ 
50

 

> ช่วงรอคิวก็ชะเง้อคอมอง :) เราใชเ้วลารอประมาณ 40 นาทีค่ะ

 เมนูเยอะมาก เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ สั่งแบบเซ็ตเมนู ซึ่งจะประกอบไปด้วยซูชิจำนวนตั้งแต่ 4-14 หน้า ชอบอันไหนจิ้มเลยค่ะ ( เยอะมาก จนจุก )

 

หลังจากทานอิ่ม เดินย่อยไปหน่อยแถบชิบูย่า ซื้อของเล็กน้อย แล้วเราเลือกไปนั่งพักผ่อนที่ starbuck ตรงห้าแยกชิบูย่า ดูคนเดินเพลินๆ นั่งเขียนโปสการ์ดที่นี่สมองไหลเหมือนกันนะ  

 เตรียมโปสการ์ดมาเอง เพื่อความประหยัด :)

5 แยกวันฝนพรำ :)



 

4 วันเต็มในการเที่ยวดูเหมือนน้อย แต่เราว่าเป็นความน้อยแต่มาก เรียบง่ายแต่เต็มอิ่ม :) ไม่ต้องเที่ยวนาน ไม่ต้องเที่ยวไกล แค่ได้เที่ยวในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง แค่นี้ก็เพิ่มพลังชีวิตได้มากแล้ว 

 

4 วันดูเหมือนน้อย แต่เราว่าเป็นความ  "น้อยแต่มาก เรียบง่ายแต่เต็มอิ่ม :)"

ไม่ต้องเที่ยวนาน ไม่ต้องเที่ยวไกล แค่ได้เที่ยวในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง แค่นี้ก็เพิ่มพลังชีวิตได้มากแล้ว ไม่ต้องเหมือนใคร ไม่ต้องตามใคร เป็นแบบที่อยากจะเป็นดีที่สุด :)

   จบทริปญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ญี่ปุ่น 4 วันใครว่าเป็นไปไม่ได้ ลองออกแบบการเดินทางของเพื่อนๆ แล้วมาเล่าให้เราฟังบ้างนะ  อย่าลืมว่า Everywhere I can go! , Everything i can do :)

 

หมายเหตุ : ขากลับเรากลับด้วย Narita Sky Access Line เหมือนเดิม :) จาก asakusa - narita ขากลับช่วงเย็นคนญี่ปุ่นจะเยอะหน่อยค่ะ เพราะเป็นช่วงเย็น เพราะฉะนั้น เผื่อเวลาไว้หน่อยนะคะ จะได้ไม่ต้องรีบ

 

Everywhere I can go! , 

Everything i can do :)

เที่ยวให้สนุกนะคะ :)




สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้