Japan Journey 2018 :: Tokyo - Shirakawa-Go – Kanazawa – Osaka – Kyoto เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเองใครๆก็ทำได้ | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan
Tourist Pass
Tourist Pass


สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้

 

Japan Journey 2018 :: Tokyo - Shirakawa-Go – Kanazawa – Osaka – Kyoto เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเองใครๆก็ทำได้


จำนวนวันที่เดินทาง : 5 วัน 4 คืน
สถานที่ที่ไปท่องเที่ยว
: Tokyo - Shirakawa-Go – Kanazawa – Osaka – Kyoto
นามสมมติ : Nutya-Nut

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

อะนะตะโนะชูยุทาบิ

           สวัสดีค่ะการเดินทางครั้งนี้เป็นเป็นการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกของเรานะคะ เราได้มีโอกาสไปที่ญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนมกราคมต้นกุมภาพันธ์ (31 มกราคม- 4 กุมภาพันธ์ 2561) ซึ่งเป็นการไปเที่ยวที่ไกลที่สุดเท่าเราเคยไปมาเลยก็ว่าได้ รูปไม่ครบขาดหายไปบ้างไม่ว่ากันน่า บอกเลยว่าตื่นเต้นสุดๆ

           การวางแผนไปเที่ยวครั้งนี้ของเรานะคะ เราตั้งใจจะไป Shirakawa-Go กัน โดยการเที่ยวครั้งนี้เรามีเวลาเพียง 5 วัน ไม่รวมวันเดินทางนะคะ โดยการเดินทางของเราจะเริ่มต้นจากสนามบินนาริตะไปจบที่สนามบินคันไซ

           เริ่มจากการวางแผนเตรียมตัวก่อนเดินทางกันนะคะ เราวางแผนตั้งใจจะไป Shirakawa-Go ซึ่งต้องนั่งรถ Nohi Bus ไป เราจึงได้มานั่งคิดว่าเราจะเดินทางไปเมืองไหนดี ระหว่าง Takayama กับ Kanazawa เพื่อไป Shirakawa-Go คิดไปคิดมาเวลาเที่ยวของเราก็น้อย เราเลยเลือกไปทางเมือง Kanazawa เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทาง

           ตัวนี้เป็นแพลนเที่ยวของเรานะคะ เผื่อได้เป็นแนวทางการไปเที่ยวของเพื่อนๆ
           https://drive.google.com/file/d/1DVVz7gWjgTc-VE2kYkIodEiBJZNWann0/view

การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ของเรา เราเลือกใช้ พาส  Hokuriku Arch Pass ในการเดินทาง ซึ่งพาสครอบคลุมสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวได้เกือบทั้งหมดจาก Tokyo-Osaka  ซึ่ง Hokuriku Arch Pass มีระยะเวลาใช้งาน 7 วันนะคะ
 

เส้นทางของ Hokuriku Arch Pass

           เราซื้อ Hokuriku Arch Pass จากเอเจนซี่ที่ไทยนะคะในราคา 24,000 เยน (6,899.17 บาท) แล้วทาง เอเจนซี่ก็จะส่งตั๋วเดินทางชั่วคราว (Exchange Order) มาให้แบบนี้ค่ะเพื่อไปใช้แลกตั๋วเดินทางตัวจริงที่ JR Ticket Office ที่สนามบิน หรือตามสถานี JR ใหญ่ๆนะคะ

หน้าตาของ ตั๋วเดินทางชั่วคราว (Exchange Order) นะคะ

           ต่อจากนั้นเราก็จองโรงแรมผ่าน Booking ซื้อตั๋วเข้า Universal Studio Japan สุดท้ายคือจอง รถ Nohi Bus เพื่อไป Shirakawa-Go ซึ่งสามารถจองได้ก่อน 1 เดือน แนะนำว่าควรโทรไปจองก่อนนะคะ เพราะให้เพื่อนของพี่ที่อยู่ญี่ปุ่นโทรไปจองให้ยังได้รอบที่เร็วที่สุดคือ 12.40 (ทั้งที่ตั้งใจจะไปรอบเช้าๆ) กลับรอบสุดท้าย 17.30 แนะนำเลยค่ะว่าให้โทรจองล่วงหน้าอย่าทำแบบเราเพราะเราให้พี่จองก่อนเดินทาง 2 อาทิตย์ รอบเช้าๆ เต็มหมดค่ะ ตอนโทรไปจองเจ้าหน้าที่จะให้รหัสการจองมา ตอนจองเราก็แจ้งเวลาที่เราต้องการไปนะคะ (Nohi Bus Reservation Center TEL (0577) 32-1688 เวลา 9:00-18:00)

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

Day 0

           วันแรกของการเดินทางนะคะ เลิกงานปุ๊บรีบอาบน้ำ เก็บของ เช็คความเรียบร้อยแล้วตรงดิ่งมาสนามบินเลย โดยเริ่มต้นจากบ้านเกิดของตัวเองก่อนเลย สนามบินนานาชาติจังหวัดอุบลราชธานีไปที่สนามบินนานาชาติดอนเมืองนะคะ เราบิน Fight เวลา 19.50-20.50 ใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงมากถ้าเครื่องดีเลย์นิเสี่ยงตกเครื่องสุดๆ จากนั้นจับกระเป๋าได้ก็รีบวิ่งไป Terminal 1 ไปโหลดกระเป๋าก่อนเลยแถวยากมากดีนะที่เราเช็คอินมาก่อนเลยใช้เวลาไม่นานมาก จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางไปญี่ปุ่นแล้ว เราบิน Fight 23.45-08.00 นะคะ ถึงเช้าแล้วเที่ยวเลย       

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

Day 1

           เดินทางถึงสนามบิน Narita International Airport เวลา 07.00 เวลาท้องถิ่นนะคะ ถึงก่อนเวลาที่กำหนดไว้ 1 ชั่วโมง

           จากนั้นเราก็ไปแลกตั๋วจริงที่เราซื้อไว้ไปแลกที่ JR Ticket Office ของสนามบินนาริตะนะคะ  ใช้ตั๋วเดินทางชั่วคราว (Exchange Order) กับพาสปอร์ต

           เวลาใช้พาสก็เดินไปตรงช่องด้านข้างยื่นพาสให้เจ้าหน้าที่ดูเลย เราจะไม่ได้ใช้กับประตูอัตโนมัตินะคะ หน้าตาก็จะประมาณนี้ ตั๋ว Hokuriku Arch Pass กับตั๋ว N'EX นะคะ

          

 

           เราออกจากสนามบินนาริตะเข้าโตเกียวด้วย Narita Express หรือ N’EX นั่นเอง ไปลงที่ สถานี Tokyo ใช้เวลา 56 นาที จากนั้นค่อยต่อรถไฟไป สถานี Ueno ที่พักของเราเอง ตอนแรกเราว่าจะนั่ง Kaisei Skyliner ไปลงที่ Kaisei Ueno แต่มาเปลี่ยนใจ เพราะว่าพาสที่เราใช้มันคลุมอยู่แล้วจะมาเสียเงินเพิ่มอีกทำไมเก็บเงินไว้ซื้อขนมดีกว่า (เพราะความขี้เกียจยกกระเป๋าล้วนๆเลยมีความคิดนี้ขึ้นมา)

ได้เวลาเดินทางแล้ว นั่ง N’EX ยาวๆไป 56 นาทีเองค่ะ

จากนั้น นั่งรถไฟ JR ไปที่ Ueno กัน : Yamanote Line นะคะ

           จากนั้นหาที่พักเอากระเป๋าไปเก็บกัน หลังจากหาที่พักเจอ(จากการงงๆของเราจนต้องถามคนญี่ปุ่น สุดท้ายเค้าเปิด GPRS เดินไปส่งเราจนถึง Hostel คนญี่ปุ่นใจดีสุดๆถึงแม้เค้าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่เค้าช่วยเราสุดฤทธิ์ มันเป็นความประทับใจในวันแรกของการมาญี่ปุ่นเลย) หลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จก็ได้เวลาลัลลาแล้ว

           หลังจากใช้เวลาเกือบๆครึ่งวัน ไปแล้ว เราเริ่มต้นกันที่วัดอาซากุซะ หรือวัดโคมแดง หรือจะเรียกวัด Senso-ji Temple

           เราจะนั่ง Sabway นะคะจาก สถานี Ueno ไปลง สถานี Asakusa  Ginza line Exit 1 นะคะ เดินตามกันไปเลย คนลงสถานีเยอะมากไม่หลงแน่นอน เป้าหมายคือมาวัดเหมือนเราแน่ๆ

บรรยากาศวัดคนก็จะเยอะหน่อยๆ

 

ระหว่างทางเดินเข้าวัด ถนนนากามิเซะ(Nakamise)

 

ขนมปังเมล่อนต้องจัดซักหน่อย

สะพานแดง ตึกฟองเบียร์ โตเกียวสกายทรี เห็นโตเกียวสกายทรีละไม่ไปต่อละ

           หลังจากเดินเล่นที่วัด Sensoji เสร็จแล้วเราก็ตั้งใจว่าจะไม่ไปโตเกียวสกายทรีแล้ว เราจะไป Shibuya กันต่อ

 

           โดยจะเรานั่ง subway เหมือนเดิม จากสถานี Asakusa ไปที่ สถานี Shibuya Ginza line เหมือนเดิมคะ นั่งสุดสายกันเลยทีเดียว ใช้เวลา 32 นาที เราจะไป ห้าแยกกัน Exit 6-8 นะคะ แต่ตอนนั่นเราจำไม่ได้ว่าเราออกทางไหนมั่วมากเลยเดินหลงอยู่พักหนึ่ง

เจอแล้วหลังจากที่เราเดินงงๆอยู่จนต้องถามอีกแล้วคร๊าทุกคน

ห้าแยกที่ถ่ายรูปไม่ได้ 555555 ขออภัยด้วยนะคะทุกคน

เจ้าหมา Hachiko อยู่แถวห้าแยกเลยคะหาไม่ยากแน่นอน

JR Shibuya ก็มาจร๊า

           หลังจากเดินเล่นที่ Shibuya สักพัก เราก็ไปต่อที่ Harajuku กันต่อค่ะ รอบนี้เราจะ นั่ง JR กันนะคะ จากสถานี JR Shibuya ไป สถานี JR Harajuku นั่ง JR Yamanote Line โชว์พาสแล้วเดินสวยๆไปเลยคะ

           พอมาถึง Harajuku Exit Takeshitaot เพราะเราตั้งใจจะไปเดิน Takeshita Dori ตามหา Merion crepes ระหว่างทางก็มีร้านค้าขายของน่ารักๆมากมายเสี่ยงต่อการล้มละลายมากๆเลยค่ะ 555

เจอแล้ว Merion

กินเสร็จก็เดินย่อยสักหน่อย ไปเดิน Tokyu Plaza ต่อกัน

หลังจากล้มละลายไปสักพักได้เวลากลับ Ueno กัน โมเมนต์นี้เงินหมดรู้จักทางกลับบ้านกันเลยค่ะคุณ

สถานีไม้ Harajuku ค่ะ ทุกคนรูปน้องจะมัวไปไหน 5555 กล้องมันไม่โฟกัสคร๊า อะรีบๆถ่ายไปละกันเพราะเราต้องไปต่อ

          

 

 

           เราจะกลับไป Ueno ก็นั่ง รถไฟ JR นิละค่ะ นั่ง JR Yamanote Line เหมือนเดิมนะคะ (อยากเล่าค่ะทุกคนตอนขาที่เรากลับมา Ueno มันเป็นช่วงที่เค้าเลิกงานกันหรืออย่างไรเราไม่ทราบรถไฟแน่นมากแน่นเยี่ยงปลากระป๋องค่ะทุกคนเรานินึกว่าจะเอาตัวไม่รอดละ 5555 ประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ) ไปลงที่สถานี JR Ueno Exit Central

เราใจจะไปตึกม่วงที่ Ueno แต่ว่าตึกมันปิด สองทุ่ม จบข่าวสิค่ะ 555555

           ไหนๆไม่ได้ไปตึกม่วงแล้วก็แวะซื้อกันดั้มไปฝากพี่ชายสักตัวละกันที่ร้านขายของเล่น Yamashiroya สังเกตง่ายเลยหน้าร้านมีตู้กดกาชาปองเรียงอยู่หน้าร้านเต็มไปหมด

สุดท้ายเลยได้เดินเล่นที่ถนน Ameyoko

ปิดท้ายของวันแรกที่ Tokyo ด้วยตลาด Ameyoko ที่กำลังจะวายกับภาพที่มัวอีกเช่นเคย 555

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

Day 2

              หลังจากเที่ยวที่โตเกียว 1 วัน ย้ำนะคะว่า 1 วัน ไม่ใช่สิค่ะ ต้องเรียกว่าครึ่งวัน  วันนี้เราจะไป Shirakawa-Go กัน

           เริ่มต้นการเดินทางกันที่ สถานี JR Ueno กันนะคะ เราจะนั่งชินคังเซนไป Kanazawa กัน

           Ueno Stn.-->Kanazawa Stn. (Shinkansen Kagayagi 503 : 07.26-09.51 ≈ 145 min)

นั่งรถไฟ 2 ชั่วโมงกันยาวๆไป
ข้าวกล่องเบนโตะมาทานรองท้องกันก่อนนะคะมีขายที่สถานีแน่นอนหาไม่ยากเลย
รูปเบลออีกแล้วสงสัยตอนนั้นหิว 55

 

 

 

นั่งรถไฟไปสักพักงีบบ้างนอนบ้าง วิวข้างทางสวยมาก

ถึงแล้ว Kanazawa

           จากนั้นก็ไปแลกตั๋วไป Shirakawa-Go กันที่ Hokutetsu Office นะคะ เดินออกมาด้านประตู ที่มีเจ้าเสาแดงๆนิละคะ แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงมาเรื่อยๆ ข้ามถนนก็จะเจอกับ Office แล้วเราก็ยื่นรหัสจองให้เค้าพร้อมจ่ายเงินนะคะ ค่ารถ Nohi Bus ไป-กลับ 3290 เยน

           จากนั้นเราก็เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาเช็คอิน ตอนแรกเรามีความตั้งใจว่าอยากไปนอนที่ Shirakawa-Go สักคืนเลยจองผ่านเมลไปสรุปว่าเต็มคร๊า ตอบเร็วมากประมาณ 1 วัน เค้าแนะนำให้ไปพักที่ Gokayama แต่มันค่อนข้างไปยาก เราเลยเลือกพักที่ Kanazawa แทน ใครที่อยากพักที่ Shirakawa-Go แนะนำให้จองล่วงหน้า 6 เดือนเลยนะคะ

           จากนั่นก็ไปเดินเล่นสักพัก สำรวจเมือง สำรวจห้างกันสักหน่อยเนอะ หาของกินรองท้องกัน

           ใกล้จะ 12.40 รอบรถที่เราที่จะไป Shirakawa-Go กัน มารอกันที่ Gate 2 นะคะ มีคนมารอเยอะเหมือนกันไม่หลงแน่นอน แต่ดูรอบรถดีๆนะคะ
           Kanazawa Stn. --> Shirakawago (12.40-14.05) นั่งรถชมวิวกันไป วิวข้างทางสวยมาก

ถึงแล้ว Shirakawa-Go กับเวลา 3 ชั่วโมง เอาให้คุ้มค่ะ

นั่งรถไปจุดชมวิวกันก่อน ค่ารถ 200 เยนต่อเที่ยวนะคะ แต่ถ้าใครอยากเดินก็ได้นะ แต่เราไม่สู้

 

 

Soft Cream ชาเขียวสักหน่อยก่อนละกัน เรื่องกินเรื่องใหญ่ หนาวแค่ไหนก็ต้องกินจร๊า

จากนั้นเราก็นั่งรถบัสคันเดิมนิละคะกลับมาข้างล่าง เค้าจะวิ่งขึ้นลงตลอดนะคะแต่ไม่รู้ว่ารถจะหยุดกี่โมง จ่ายค่าความขี้เกียจอีก 200 เยน

เดินเก็บรูป เก็บบรรยากาศกันสักหน่อยให้สมกับที่อยากมา 55555

 

หิมะมันก็จะท่วมทนค่ะทุกคน เพราะก่อนที่เรามาหิมะตกค่ะ แต่พอเรามาถึงดันไม่ตกซะงั้นเสียใจ ทริปหนีหิมะชัดๆ ออกจากโตเกียวหิมะก็ตก พอมาถึง Kanazawa Shirakawa-Go หิมะก็หยุดตก อุส่าห์ซื้อร่มใส่ไว้รอถ่ายรูป 5555

 

 

           หลังจากเดินเล่นสักพักก็ได้เวลากลับแล้ว ท้องฟ้ามืดเร็วมาก ห้าโมงเย็นฟ้าเริ่มมืดแล้วเราเลยเดินมารอขึ้นรถกลับ Kanazawa รอบสุดท้ายกัน สังเกตดีๆด้วยนะคะเราเกือบตกรถแหละทุกคนเพราะว่าเราคิดว่าทุกคนจะต้องมาขึ้นรถที่หน้าสถานี ไอ้เราก็ยืนรอรอบรถของตัวเองอยู่ด้านหน้าเดี๋ยวรถเราก็คงมายังไม่ถึง 17.30 แต่ๆ รถ Nohi Bus ที่จะไป Kanazawa เค้าขึ้นกันทางประตูด้านหลังสถานีค่ะ ด้านหน้าจะเป็นรถที่ไป Takayama ถ้าเราไม่แล้วเดินเข้าไปในสถานีเพราะหนาวคงตกรถแน่เลย คุณลุงที่สถานีเค้าถามว่าจะไป Kanazawa ใช่ไหม พอได้ยิน Kanazawa พยักหน้าเรียกเพื่อนรีบวิ่งขึ้นรถเลยจร๊า คนขึ้นจะเต็มรถแล้ว แต่เราก็มีพรรคพวกอยู่นะมารอด้านหน้าเหมือนเราเลย แต่ทางรถบัสเค้ารอนะคะ เค้าเช็คตั๋ว นับจำนวนคนก่อนค่อยออก รอดแล้วนึกว่าจะได้นอน Shirakawa-Go ซะแล้ว 55555 ปิดท้ายด้วย Shirakawa-Go ของวันนี้ค่ะ พรุ่งนี้ลุยกันต่อ

 

Day 3

           วันที่ 3 ของการมาญี่ปุ่นของเราแล้ว วันนี้เราจะอยู่ที่ Kanazawa แล้วตอนบ่ายๆจะนั่งรถไปไป Osaka กัน

           เริ่มทริปแรกของวันนี้ก็ตื่นสายแล้ว เก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม บอกเลยวันนี้เราชิวเที่ยวได้แค่ไหนเอาแค่นั่นแหละไม่บีบบังคับตัวเอง 555 เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สถานี JR Kanazawa กันนะคะมีตู้ล็อคเกอร์มากมายให้เลือกเลยแต่สายๆหน่อยล็อคเกอร์ไซต์ใหญ่ๆจะหมดเน้อ ด้วยความขี้เกียจล้วนๆที่จะเดินกลับมาเอากระเป๋าที่โรงแรมเสียค่าความขี้เกียจอีก 700 เยน(กระเป๋าดันใหญ่อีก 555) โรงแรมเค้ารับฝากกระเป๋าด้วยนะคะ แต่เราขี้เกียจไง

           วันนี้เราจะเที่ยวที่ Kanazawa โดยการเดินทางด้วยรถบัสนะคะ ค่าโดยสารของรถบัสจะเป็นครั้งละ 200 เยนต่อเที่ยว จะลงป้ายไหนก็จ่าย 200 เยน เค้าเรียกว่า Free Price อะไรนี่ละค่ะ สรุปคือจ่าย 200 เยนเราเลยเลือก Kanazawa loop bus one day pass ในการนั่งรถบัสเที่ยวเมือง Kanazawa คะ โชว์พาสสวยๆแล้วไปโลด  ราคาอยู่ที่ 500 เยน ลงป้ายผิด 3 ป้ายก็คุ้มแล้ว Hokuriku Arch Pass มีส่วนลด 50 เยนด้วยนะคะ แต่ต้องไปซื้อที่ Hokutetsu Office ที่เราไปแลกตั๋วไป Shirakawa-Go นั่นแหละค่ะ คนแบบเรา 50 เยนก็จะเอาค่ะ 5555 เดินไปซื้อสิค่ะ หน้าตาเจ้าพาสรถบัสเป็นแบบนี้นะคะ

วิธีการนั่งรถบัสง่ายๆเลยค่ะ รสบัส 3 คันนี้จะวิ่งเป็น loop ผ่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ Kanazawa คะ เอาง่ายๆคือมันผ่านที่ที่เราจะทุกคัน แค่ไอ้เจ้ารถบัสมันจะวิ่งไปทางไหนแค่นั่นเอง คือเหมือนเค้าออกแบบมาให้เรานั่งเที่ยวเนอะ ดูดีๆกันนะทุกคน[/center][center]เดี๋ยวเราขออนุญาตทุกคนแปะแผนที่รถบัสแล้วกันนะคะ กลัวว่าอธิบายไปแล้วมั่วไปอีก 5555

           เวลาจะไปไหนขึ้นรถบัสตามสีเลย(ดูป้ายหน้ารถด้วยนะคะไม่ใช่ว่าเห็นสีส้ม สีเขียว สีแดงก็จะขึ้นเลย เดี๋ยวไปผิดที่ไม่รู้ด้วยน่า)  รถคันสีส้ม(Right loop วิ่งวนขวา) รถคันสีเขียว(Left Loop วิ่งวนซ้าย) รถคันสีแดง(Kenrokuen Shuttle รถบัสคันนี้จะไปทางเดียวกับเจ้ารถสีเขียวจะระยะทางการเดินรถจะสั้นกว่าคะ ตามความเข้าใจเรานะ) เวลาจะลง ก็โชว์พาสให้พนักงานขับรถเลย

           ที่แรกที่เราจะไปในวันนี้นะคะ Omi-cho MarKet ทายสิค่ะว่าเรามาทำอะไร มาหาข้าวเช้ากินกันก่อนสิค่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้องจร๊า ไปรอรถบัส ที่ Bus Stop หมายเลข 7  นะคะ เราจะนั่งรถบัสสีเขียว 1 ป้ายจากป้าย LL0 (คือจุดเริ่มต้น) ไปลงที่ ป้าย LL1 Musashigatsuji bus stop ไม่ต้องกลัวลงผิดค่ะ บนรถเค้าจะประกาศรายละเอียดด้วยนะคะ ลงป้ายนี้จะไปที่ไหนอะไรยังไงไม่หลงแน่นอน ไปหาของกินกัน

           Omi-cho MarKet มาเดินตลาดปลาหาของกินกัน กุ้ง หอย ปู ปลา มาเพียบ ปูตัวใหญ่มากคะ แต่เค้าติดป้ายไม่ให้ถ่ายรูปซะงั้นอะไม่ถ่ายก็ได้เดินวนไปวนมาหาของกินดีกว่า

เป้าหมายแรกของเราในวันนี้

           มันน่าจะเป็นหอยนางรมไหมคะ เราไม่มั่นใจ   เหยาะน้ำมะนาวหน่อยๆ เพราะเราไม่รู้ว่าไอ้เจ้าเครื่องปรุงรสอื่นๆมันคืออะไรอ่านไม่ออกอ่า อ่านออกแต่ Lemon Juice เลยเหยาะไปนิดหนึ่ง แต่บอกเลยว่ามันอร่อยมากจัดมาซักตัวแล้วคุณจะติดใจไม่ลืมในรสชาติความหวาน ความสด ความใหม่ ของเจ้าหอยตัวนี้เลยคะ ไม่รับรู้ถึงความคาวของมันเลยอร่อยฟินสุดๆ คิดถึงพริกเผากับน้ำจิ้มซีฟู้ดบ้านเราเลยถ้าได้มาจิ้มด้วยกันคงจะฟินสุดๆ

           ต่อจากเจ้าหอยก็มาชิมอีปลาเสียบไม้กัน ก็อร่อยนะคะแต่มันแปลกๆอ่า สรุปคือเราไม่ชอบอ่ามันเหนียวเคี้ยวยากไปหน่อย ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นหอยเสียบแหละทุกคนคิดว่ามันน่าจะเหมือนหอยลายที่อยู่ในกระป๋องบ้านเราอ่ะ 55555

ต่อๆ ด้วย สตอเบอรี่ลูกใหญ่ หวานอมเปรี้ยว โอ๊ยอร่อยสุดๆ กินแบบไม่ได้ล้างนิแหละมันก็ฟินนะเออ

เดินไปเดินมาสักพักค่ะ ร้านอาหารในตลาดก็เริ่มเปิด ตอนที่เราไปถึงตลาดร้านอาหารยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่ ร้านส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดประมาณ 10.30 และ 11.00 เจอเป้าหมายแล้วร้านซูชิสายสายพานเสร็จโจร เราจำชื่อร้านไม่ได้อ่า แต่เดินจากป้ายรถบัสเข้ามาในตลาดแล้วเจอเลย ราคาก็ถูกมากๆ เริ่มต้นที่ 110 เยน ไปจนถึงหลักพันเลยค่ะ แต่ไม่รวม Vat น่า กินไปกินไปพอคิดตังค์เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนเน้อ ถ่ายรูปของกินที่ไรมันก็เบลอเพราะหิวหรือมือสั่นกันคะเนี่ยทุกคน
 

หลังจากอิ่มหมีพีมันกับซูชิไปแล้วก็ได้เวลาลุยต่อจร๊า

           ต่อไปเราจะไป Kenrokuen Garden กันคร๊า เราเลือกนั่งรถบัสสีแดง(Kenrokuen Shuttle) จาก Musashigatsuji bus stop S1 ไปลงที่ Kanko Bussankan-mae bus stop S7 ที่เรานั่งรถบัสเขียวก็ได้นะคะแต่มันอ้อมไกลไง เวลาของเรามีค่าใช้สอยอย่างประหยัดเอาเวลาไปหาของกินดีกว่า 5555 สรุปคือนั่งคันไหนก็ได้นะอย่าสนใจเรา เลือกเอาเลย

           Kenrokuen Garden เป็นสวนสวยติด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยนะคะไปดูกันเลยวันที่เราไปตอนเย็นที่ Kenrokuen Garden จะมี Light Up ด้วยนะคะทุกคน แต่ว่าเราไม่ได้อยู่ไงจบข่าวคะ

Kenrokuen Garden (08.00 AM-05.00 PM) ค่าเข้าสวน 310 เยน นะคะ
Kenrokuen Garden

น้ำแข็งก็จะเกาะอยู่บนผิวน้ำหน่อยๆ

เศษซากหิมะขาวๆที่เหลืออยู่อย่างท่วมทน เฮ้อเสียใจไม่เจอหิมะตก

เดินเก็บบรรยากาศ ถ่ายรูปได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้เวลาไปต่อแล้วค่ะ แต่ก่อนก่อนอื่นหาของกินกันก่อนเนอะ

          

 

 

           เล็งไว้ละ ตั้งแต่เดินไปสวน Kenrokuen แล้ว ของกินที่ทุกคน recommend ว่ามา Kanazawa ต้องจัด หรือเราคิดไปเอง

           มาแล้ว Soft Cream ปิดทองคำ(บ้านเราเค้าเอาไว้ปิดทองพระไม่ใช้เหรอคิดในใจแต่เราจะกิน 555) ว๊าวๆๆๆ เราเลือกรสซากุระกับชาเขียวแหละ อร่อย ฟิน สุดๆ กลิ่นซากุระ ชาเขียว ก็ลอยมา ถึงหนาวแค่ไหนเราก็จะทน จะกิน จะกิน

           หลังจากอิ่มกับ เจ้า Soft Cream ปิดทองคำ แล้วก็ได้เวลาไปต่อ อิ่มแล้วสบายใจ เที่ยวต่อได้

ไปต่อที่ Kanazawa Castle Let Go!

           Kanazawa Castle อยู่ตรงกันข้ามกับ Kenrokuen Garden นะคะ เดินข้ามสะพานมาเลยจร๊า ปล.Kanazawa Castle เข้าฟรี นะจร๊า ฮุฮุ ประหยัดตังค์ด้วย วันที่เราไป Kanazawa Castle ก็มี Light Up เหมือน Kenrokuen Garden นะคะ

ไปเก็บบรรยากาศ Kanazawa Castle กัน

หิมะขาวโพลนไปหมดเลย

Kanazawa Castle สีขาวกับหิมะที่ขาวโพลนไปหมด ถ่ายรูปยากมาก
เก็บภาพเสร็จก็ได้เวลาไปต่อแล้ว

           จากนั้นเราก็นั่งรถบัสเขียวเจ้าเดิมกลับสถานี JR Kanazawa จาก Hakucho-ro-mae bus stop LL9 ไปลงสถานี JR Kanazawa เลยจร๊า เราผ่าน Higashi Chaya ที่เค้าเรียกว่า little kyoto แต่เราไม่ได้แวะเพราะเวลาเราไม่พอ ได้เวลาไปต่อที่ Osaka แล้ว

หลังจากที่อยู่เที่ยว Kanazawa ประมาณครึ่งวันได้ ก็ได้เวลาไป Osaka กันแล้ว

ในการเดินทางครั้งนี้ของเราง่ายๆเลย เราจะนั่ง รถไฟขบวน Thunderbird ไป Osaka กัน
Kanazawa stn.-->Osaka stn.(Ltd. Exp Thunderbird 30 : 14.57-17.36 ≈ 159 min)

           ไม่มีชินคังเซนแล้วนะคะต้องนั่ง Thunderbird ไป Oskaka ใช้ Hokuriku Arch Pass ของเรานิละค่ะในการเดินทางครั้งนี้

           วิธีการจองที่นั่งรถไฟก็ง่ายๆเลย เรานำพาสของเราไปยื่นที่ JR Ticket Office บอกขบวนรถ วัน เวลา และสถานที่ที่เราจะไป เจ้าหน้าที่ JR ก็จะออกตั๋วให้เราเลยง่ายมากๆ เจ้าหน้าที่เค้าพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งก็แค่ยื่นรายละเอียดที่เราจดมาหรือหาข้อมูลไว้พอถึงเคาน์เตอร์ก็ยื่นรายละเอียดให้เค้าก็ได้ค่ะเจ้าหน้าที่เค้าเข้าใจเราแน่นอน เราทำมาแล้วไม่ต้องกลัวทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอสู้ๆ

           แต่ถ้าเราไม่อยากจองที่นั่งก็ได้นะคะ แบบวิ่งขึ้นรถไฟทำได้คะ เราสามารถนั่งในส่วนของตู้ขบวนที่ไม่ได้ระบุที่นั่ง (non reserved seat) ได้เลย เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วก็โชว์พาสเลยค่ะ

แหละแล้วก็ได้เวลาเดินทางกัน
บรรยากาศสองข้างทางระหว่างที่นั่ง Thunderbird จาก Kanazawa ไป Osaka สวยมากๆเลยคะ หิมะขาวโพลนเต็มสองข้างทางไปหมด

นั่งชมวิวไปเรื่อยๆก็ถึง Osaka แล้ว

           พอถึงสถานี Osaka ปุ๊บ รีบจับกระเป๋าออกจากสถานีเลยค่ะ รีบเดินไปสถานี Umeda เพื่อที่จะไปนั่ง subway ไป สถานี Namba กันเลยทีเดียว แต่ก็งงกันอยู่นะฮ่าถามเจ้าหน้าที่อีกแล้วจร๊า(คือเข้าหน้าที่พร้อมจะช่วยเหลือเราตลอดเวลาจริงๆค่ะประทับใจสุดๆเลย)หาทางออกที่สถานี Osaka ไปสถานี Umeda ไม่เจอ (สถานี Umeda กับ สถานี Osaka เป็นคนละสถานีนะคะทุกคน ตามที่เราเข้าใจ Umeda จะเป็น subway ส่วนสถานี Osaka ก็จะเป็นรถไฟของ JR ที่จริงเราจะใช้พาสนั่ง JR ไปลงที่สถานี JR Namba ก็สามารถทำได้แต่ก็ใช้เวลาเกือบ 30 นาทีเลยเราว่ามันนานเกินไปสำหรับเราที่ต้องการทำเวลาเราเลยเลือกที่จะนั่ง subway ดีกว่าเพราะประหยัดเวลาด้วย ถึงแม้เราจะงกแต่เราก็ขี้เกียจนะ 5555)

           หลังจากหาทางออกเจอแล้วก็พุ่งตรงไปนัมบะโลด จาก Umeda ไป Namba(subway) นั่ง Midosuji Line นะคะ มองป้ายดีๆนะ เอากระเป๋าไปเก็บที่บ้าน Airbnb ก่อนนะคะ

           พอถึง Namba(Subway) แหละแล้วก็ได้เวลาเล่นเกมส์ปริศนากันแล้วตามล่าหาบ้าน Airbnb กันละทีนี้ บ้าน Airbnb ของเราใกล้ Namba(subway) มาก(ไปถูกนะคะไม่หลงด้วย) และเหมาะกับการที่เราจะไปล้มละลายที่ Dotonburi สุดๆเลย แต่ข้อเสียของการพักใกล้ subway คือเราต้องยกกระเป๋าอ่ะทุกคนไม่มีลิฟต์และบันไดเลื่อนนะคะ กระเป๋าจะหนัก 20 กิโลก็ต้องสู้ละค่ะงานนี้ (ครั้งนี้เราเลือกพัก Airbnb นะคะ เพราะว่าถ้าจะนอนโรงแรมสู้ราคาไม่ไหวแน่นอน แต่ถ้าจะนอน Hostel ราคาก็พอๆกันกับ Airbnb เลย)

           ซึ่งทางเจ้าของบ้าน Airbnb ที่เราจองไว้เค้าจะส่งรายละเอียดพวกแผนที่ไปบ้าน รหัสเปิดเอากุญแจที่ mailbox รายละเอียดต่างๆภายในบ้านมาให้เราก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ที่เราจะมาพักนะคะ ซึ่งข้อดีของ Airbnb คือเราสามารถคุยกับเจ้าของที่พักได้เลยตั้งแต่ก่อนที่จะมาพักหรือเวลาที่เรามาพักแล้วเราก็สามารถติดต่อได้โดยการคุยผ่านแอปพลิเคชั่นของ Airbnb เลย ซึ่งตอนที่เราพักเราก็มีปัญหาเหมือนกันนะคะคือเราปรับอุณหภูมิของฮีตเตอร์ไม่เป็นอีเราก็นึกว่ามันจะเหมือนปรับแอร์ที่บ้านเรานิละปรับอุณหภูมิไปซะจนสูงสุดห้องยังไม่อุ่นจร๊า เราก็ได้ทำการขอคำแนะนำจากเจ้าของบ้านว่ามันต้องทำยังผ่าน เจ้าแอป Airbnb นี่ละค่ะ ว่าต้องทำยังไงเจ้าของบ้านก็ให้คำแนะนำดีมากช่วยเหลือทุกอย่าง คือเค้าบอกเราว่าต้องเริ่มต้นปรับอุณหภูมิที่ 20 องศาก่อนค่อยปรับสูงขึ้นไปที่ละนิดจร๊า 5555 ก็บ้านเราไม่มีฮีตเตอร์อ่าให้เอาอภัยเราด้วย

           เก็บกระเป๋าเสร็จต้องรีบทำเวลากันหน่อยเพราะว่าเราต้องรีบไปรับสายรัดข้อมือ VIP ของ Universal Studio Japan ที่ Abeno HARUKAS Observatory (ชั้นที่ 16) กันแล้ว เพราะว่าเคาน์เตอร์แลก voucher ปิด 20.00 น. นะจร๊า นั่ง subway เจ้าเดิมนะละค่ะ จาก Namba(Subway) ไป Tennoji กัน นั่ง Midosuji Line เหมือนเดิมเลย ปล.Tennoji มีทั้ง subway และสถานี JR นะ เราสามารถนั่งรถไฟ JR จาก JR Namba ไป Tennoji ได้นะคะ แต่เรามีเวลาไม่พอแล้วที่จะเดินจาก Namba(Subway) ไป JR Namba

           ช่วงนี้เราไม่มีรูปเลยนะคะขอพล่ามให้ทุกคนฟังก่อนละกัน บอกเลย ณ จุดนั่นกลัวพาเพื่อนหลงทาง กังวลว่าบ้าน Airbnb จะเป็นไงจะเหมือนรูปไหม กลัวว่าจะไปแลกสายรัดข้อมือไม่ทัน สุดๆของความกังวลเลยค่ะของการเป็นผู้นำทริป ไม่อารมณ์เก็บภาพกันเลยทีเดียว

พอแลก voucher เสร็จเรียบร้อย โล่งแล้วทำภารกิจทันเวลาพอดี
ไปชมวิว Osaka กัน

วิวจาก Abeno HARUKAS Observatory ชั้นที่ 60 มันเป็นแบบนี้นี่เอง มองเห็นเมือง Osaka สุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว

มาวัดใจเหยียบกระจกใสกันสักหน่อยพอไปยืนปุ๊บหัวใจนิหล่นวูบขาสั่นกันเลยทีเดียว 55555

เดินเล่นที่ Abeno HARUKAS Observatory พอสมควรละได้เวลาไปต่อกันแล้ว

เป้าหมายต่อไปของเราคือ Dotonburi

           กลับทางเดิมเลยจร๊า นั่ง Subway จาก Tennoji ไปลง Namba(Subway) Midosuji Line เหมือนเดิมเลยแค่ขึ้นคนละฝั่งกันนะถ้าขึ้นผิดฝั่งละก็เป็นเรื่องแน่เลย 55555ไป Dotonburi กัน จาก Namba(Subway) Exit 14 เลี้ยวขวาเดินตรงมาเรื่อยๆเจอหมู่มวลมหาชนที่หนาแน่นมาก

เจอแล้ว Glico Man มาแล้วไม่ถ่ายรูปไม่ได้เดี๋ยวเค้าจะหาว่าไม่ได้มา Osaka

มาวันแรกก็สำรวจพื้นกันหน่อยละกันล่อตาล่อใจกันเหลือเกินเงินในกระเป๋านิสั่นเลย 555555

แต่ว่ากองทัพมันต้องเดินด้วยท้อง เติมพลังกันหน่อยละกัน
Ichiran Ramen หรือเจ้าราเม็งข้อสอบนี่เอง แถวยากมากแต่เรารู้สึกว่ารอแค่แป๊บเดียวเองไม่นานถึง 20 นาทีหรือเราคิดไปเองก็ไม่รู้ พนักงานเค้าบริหารจัดการดีมาก

           พอได้เข้าไปในร้านเท่านั่นละ ความรู้สึกแรกโอ๊ยอุ่นจัง 555555 จากที่ยืนหนาวอยู่หน้าร้านสูดกลิ่นราเม็งหอมๆท้องมันก็ร้อง ตอนสั่งเค้าจะให้เรากดสั่งที่ตู้ก่อนนะคะ กดเลือกราเม็ง แล้วก็เลือก Topping จะเอาหมู เอาไข่ เอาสาหร่าย จะเอาอะไรก็เลือกกันไปเลยจร๊า กดเสร็จละก็จ่ายเงินกันไปเลือกเยอะก็จ่ายเยอะนะจร๊า พอจ่ายตังค์เสร็จตู้ก็จะออกคูปองเล็กๆคล้ายตั๋วรถไฟเลยหยิบแล้วไปนั่งโต๊ะโลด

 

 

 

 

ไปทำข้อสอบกัน

           ทางร้านเค้ามีใบออเดอร์ที่เป็นภาษาอังกฤษนะคะแต่เราดันหยิบภาษาญี่ปุ่นมา กรรมแล้ว ลำบาก Google Translate อีกแล้ว 555 เจ้าใบนี้จะเป็นใบที่เราจะเลือกว่า เราจะเอาความเข้มข้นของรสชาติแบบไหน เส้นแบบนุ่มมากนุ่มน้อย จะเอาความเผ็ดระดับไหน ใส่กระเทียม ต้นหอมไหม คือถ้าใครไม่รู้ ทางเราร้านเค้าก็มีวงกลมที่เป็นไข่ปลาแนะนำเราอยู่นะ ซึ่งเราก็เอาตามที่ร้านแนะนำนั่นแหละ 5555555 พอทำข้อสอบเสร็จแล้วก็กดปุ่มเรียกพนักงานมารับใบข้อสอบเราเลย

มาแล้วคำตอบของข้อสอบ กินกันแทบไม่หมดเลยทีเดียวถ้วยจะใหญ่ไปไหน

           ปิดท้ายด้วย ราเม็งข้อสอบ ที่ Osaka ของวันที่ 3 ของทริปนะคะ ได้เวลาไปช้อปปิ้งก่อนเน้อ ปล.เลือกของจนเค้าเดินมาบอกว่าจะปิดร้าน 555555 ไม่พอไปต่อ Donki อีกก็ร้านมันเปิด 24 ชั่วโมงค่ะคุณ งานล้มละลายก็มาละทีนี้

Day 4

           วันนี้เป็นวันที่ 4 ตอนนี้เราอยู่ที่ Osaka หือมะวานมันยังอยู่ที่ Kanazawa วันก่อนหน้านั้นอยู่โตเกียว และวันนี้อยู่ Osaka เราทำได้ค่ะด้วยการคมนาคมที่ญี่ปุ่นนั่นโคตรดีมากเลย และก็เรามี Hokuriku Arch Pass ช่วยทำให้เราเดินทางในญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้นอีกเยอะมากลองคิดดูถ้าเราไม่มีพาสเดินทางจากโตเกียวมาโอซาก้าเราจะจ่ายเงินกี่บาทไม่อยากจะคิดเลย 555555

           วันนี้นะคะเราจะไป Universal Studio Japan กัน เป็น สิ่งที่เรา Recommend กับเพื่อนๆใน
ทริปของเราเลยว่าจะต้องไป

Universal Studio Japan

           วิธีเดินทางง่ายๆเลยค่ะเริ่มต้นการเดินทางของเรา เริ่มต้นที่ Namba(Subway) ไปลงที่ Tamagawa นั่ง Sen-Nichimae Line นะคะ จากนั่นเดินต่อไปที่ สถานี่ JR Noda เดินไม่ถึง 5 นาทีไปง่ายๆเลยค่ะ มีป้ายบอกตลอดเดินตามไปโลด
           จากนั้นนั่งรถไฟจาก JR Noda ไปลง NISHIKUJO(JR) : Osaka Loop Line นั่งแค่สถานีเดียวก็ถึงแล้ว ใช้ Hokuriku Arch Pass ของเราเลยในการนั่งรถไฟ  JR มีพาสก็ต้องใช้ให้คุ้มเนอะ แต่ถ้าไกลก็ต้องหาทางลัดตามประสาคนขี้เกียจแบบเรา
           จากนั่นต่อรถไฟต่อจากสถานี NISHIKUJO(JR) ไปลงที่สถานี Universalcity : JR Yumesaki Line  for SAKURAJIMA นั่ง 2 สถานีก็ถึงแล้วค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงเลย จุดมุ่งหมายของทุกคนในวันนี้น่าจะไม่แตกต่างกัน คือมุ่งตรงสู่ Universal Studio Japan แน่ๆ มีเด็กๆเต็มสถานีไปหมดเลย

มันดูซับซ้อนแต่ที่จริงแล้วไม่มีอะไรที่ยากเลยค่ะถ้าเราไม่ลองทำ
 

ได้เวลาลุยกันแล้ว Universal Studio Japan
เดินตามกันไปเลย

 

           ถึงแล้ว Universal Studio Japan ถ่ายรูปกับลูกโลกกันเดี๋ยวจะหาว่าเรามาไม่ถึง ท้องฟ้าไม่ค่อยสดใสเลย ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองอีก 55555 ท้องฟ้าแบบนี้แหละฝนกำลังจะตก ปล.รูปลูกโลกเราออกมาถ่ายตอนบ่ายนะคะ ขอเจ้าหน้าที่ออกมาได้เค้าจะแสตมป์ที่ข้อมือเราค่ะ อย่าลืมโชว์ตั๋วที่เข้าสวนสนุกของเราด้วยนะคะ เจ้าหน้าที่ถามหาด้วยเน้อ

 

           ฝนจะตกหรือไม่ตกไม่รู้ รู้แต่ว่า จุดมุ่งหมายของเราคือ The Wizarding World of Harry Potter อย่างอื่นเราไม่สนสนแค่อย่างเดียว ส่วนเจ้าตั๋วเข้า Universal Studio Japan ของเรานั่นทาวเราจองมากที่ไทยแล้ว หรือถ้าใครไม่สะดวกก็ไปซื้อเอาหน้างานก็ได้เช่นกันนะคะ แต่แถวยาวไม่ยาวนิไม่รู้ด้วยเน้อ 55555 ได้เวลาไปต่อแถวเข้า Universal Studio Japan กันแล้วคนเยอะมากแปดแสน 55555 แต่เราใช้ VIP Wristband (ที่เรารีบไปแลกที่ Abeno HARUKAS Observatory นั่นแหละ) ทำให้เราได้เข้า USJ ก่อนเวลาเปิด 15-30 นาที ซึ่งทางเอเจนซี่เค้าจะให้พาสเวิร์ดเราเข้าไปดูเวลาที่ USJ เปิด สวนสนุกอินดี้เด้อเปิดเวลาไม่เท่ากันนะจร๊า เพราะฉะนั้นเรารู้เวลาก่อนใครก็ได้เปรียบนิดหนึ่ง ตรงไปที่ Studio West ไม่ต้องไปต่อคิวเข้าเหมือนคนอื่นเค้าน่า แล้วก็โชว์ Wristband ให้เจ้าหน้าที่กับตั๋วเข้า USJ ดูเลย

           เอาจริงๆในส่วนของ The Wizarding World of Harry Potter ไม่ได้กดบัตรคิวเข้าแล้วนะคะ หรือว่าเราไปเช้าก็ไม่รู้เพราะเท่าที่อ่านรีวิวมาจะต้องไปกดบัตรคิวน่า อีเราก็รีบวิ่งจะไปกดบัตรคิวไม่มีแล้วเน้อ เดินเข้าไปเลย สงสัยเค้าไปเล่นโคนัน กับ Final Fantasy กันแน่เลย

ถึงแล้ว
The Wizarding World of Harry Potter

 

เดินไปก็จะเจอหมู่บ้าน Hogsmeade

 

ปราสาทฮอกวอตส์เหมือนในหนังเลย

 

           เดินต่อๆกันไป ไปต่อแถวเล่นเครื่องเล่นกัน เดินเข้าไปในปราสาทเลย ไปเล่น Harry Potter and the Forbidden Journey in 4K3D แต่แถวก็แอบยาวเหมือนกันนะเนี่ยคดโค้งไปมา 55555
           ต่อแถวยาวๆกันไป พอออกมาเท่านั่นแหละ โอ๊ยคิดถึงองุ่นดองแกเวียนหัวมากๆเลย 5555 ต่อจากไปนั่งไม้กวาดบินเล่นรอบปราสาทฮอกวอตส์แล้ว ไปเล่น Flight of the Hippogriff กันต่อไม่มีรูปนะเอ้อทุกคน เวียนหัวกับเล่นอีไม้กวาดในปราสาทอยู่ ต่อแถวไปก็ดมยาไป อีเจ้ารถไฟเหาะตัวนี้เบบี้มากทุกคนไม่โหดแน่นอน อารมณ์เหมือนนั่ง Hippogriff บิน พอได้กรี๊ดนิดหนึ่ง 55555

เก็บเครื่องเล่นเสร็จแล้วก็ได้เวลาเก็บรูปกัน
รถไฟไปฮอกวอตส์


 

เฮ็ดวิกของแฮร์รี่ก็มา พนักงานก็ดีดมากโบกมือทักทายตลอด

 

ชิมบัตเตอร์เบียร์ กันสักหน่อย No Alcohol นะจร๊า

 

เก็บรูปสักหน่อย อร่อยดีนะตัวเธอ[/center][center]อิ่มมากแทบยัดลงท้องไม่หมด เราว่าซื้อมากินกับเพื่อนก็ได้นะ

 

แวะซื้อขนมที่ร้าน Honeydukes ฝากหลานๆสักหน่อย

 

ลูกอมเม็ดทุกรส เอาไปหลอกเด็กกัน

 

เดินเก็บบรรยากาศให้สมกับที่อยากมาสักหน่อยถ่ายรูปวนไปค่ะ

 

 

ออกจาก The Wizarding World of Harry Potter ไปต่อไหนดีละที่นี้ 5555 ไม่ได้ทำการบ้านมา
เล่นนี้ไหม เพื่อนเราส่ายหัวทันที ไม่เล่นก็ได้ 55555

 

ถ้างั้นเดินไปดูโซนนี้กัน Universal Wonderland 55555 เด็กๆเต็มไปหมดเลย

 

 

มันก็จะน่ารักฟรุ้งฟริ้งหน่อยๆ

 

เดินเล่นวนไปค่ะ อยากเล่นอะไรเล่นไปเลยถ้าแถวไม่ยาวเกินไปนะ ถือคติคนขี้เกียจ

ชิมป๊อปคอร์นกันกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาก

 

เดินเก็บบรรยากาศกัน

 

โซน New York กับ Yellow Car เดินเล่นสวยๆ ถ่ายรูปก็เริ่ดเน้อ

 

 

ไปเล่น Spiderman กัน แถวแอบยาวเหมือนกันนะเนี่ย อารมณ์เหมือนอีเครื่องเล่นขี้ไม้กวาดในแฮร์รี่เลย มึนหัวอีกแล้ว

 

           เราเดินไปดูเครื่องเล่น โคนัน กับ Final Fantasy ที่เพิ่งเปิดใหม่ด้วยแหละ แต่ระยะเวลารอเล่นนี้แทบจะบ้า ไม่เล่นก็ได้ว่ะ 200 นาทีเองเดินหนีสิค่ะ บาย

ไปหาอะไรกินดีกว่า เจอกับเจ้า น่องไก่งวงอบ มันใหญ่มาก แต่อร่อยสุดๆ กินแทบไม่หมด

 

           เดินเล่นสักพัก เอ๊ะอะไรมันเปียกๆตกใส่หัวฉันละเนี่ย ฝนตก ซวยแล้ว มันหนาวมากทุกคน บอกเลยค่ะเราไม่สู้เรายิ่งเป็นคนขี้หนาว เราเช็คอุณหภูมิมันแค่ ประมาณ 7-8 องศาเอง ชุดเราไม่พร้อมเลย ถ้าจะวิ่งนิเปียกแน่ รอจนฝนปรอยปรายแหละมองหน้าเพื่อนแล้ว ไปเถอะไปเล่นกันต่อ เปล่าจร๊าออกจาก USJ กันเถอะ ก่อนที่ฝนจะตกหนักว่านี้ 55555 เสียดายไหมเสียมากค่ะ เราตั้งใจว่าจะอยู่ที่ USJ ทั้งวัน แต่เราไม่ไหวจริงๆ เก็บเครื่องเล่นก็ไม่ครบ ดีนะบางตัวเคยเล่นที่ Universal ที่สิงคโปร มาก่อนแล้ว เสียดายมากที่สุดคือไม่ได้ คือ ไม่ได้รอดู The winter in The Wizarding World of Harry Potter ไปละนะ Universal Studio Japan           ออกจาก Universal Studio Japan ไปไหนกันดีไม่มีแพลนละ กลับไปนัมบะแล้วกัน ไปช็อปจะเยี่ยวยาทุกสิ่งหนีหนาวด้วย 555555
           ระหว่างทางที่เดินลุยฝนนั่นทุกคนมันหนาวมาก เราว่ามันยิ่งกว่าวันที่เราไป Shirakawa-Go ซะอีกหนาวสุดๆ ไม่อารมณ์ทำอะไรแล้วค่ะคุณ

           ไป Dotonburi อีกสักวันกัน[/center][center]นั่งรถไป จาก Universalcity มาลงที่ NISHIKUJO : JR Yumesaki Line  for SAKURAJIMA เหมือนเดิมเลย ใช้พาสเหมือนเดิมนะคะ ใช้ให้คุ้มค่ะซื้อมาแพง 555     จากนั่นเราเดินออกจาก JR NISHIKUJO มานั่งรถไฟอีกสาย เราไม่มั่นใจว่าเป็นไฟใต้ดินไหมนะ จาก NISHIKUJO Station ไปลงที่ Osaka-Namba Station : Hanshin-Namba Line ไม่ใช่ Namba(Subway) นะคะ คนละสถานีกันแต่สามารถเดินไปหากันได้

           เอาละถึงแล้วก็เดินหาทางออกกันขั้นตอนนี้เรียกได้ว่างงอยู่เหมือนกันค่ะทุกคน ใช้สเต็ปเดิมคือหาป้ายแล้วเดินตามมันไปนิแหละ ในที่สุดก็เจอแล้วทางออกไป Dotonburi 55555 ไม่หลงแล้ว ได้เวลาล้มละลายอีกวัน 555555

ตามล่าหาของตามออเดอร์ที่บัญชามา 55555

คนก็เยอะเหมือนเดิม
กินย่างเนื้อสักหน่อยแล้วกัน หิวแล้ว ถ้าจะกินขาปูก็รอคิวอีกล่ะหน้าอย่างเราไม่รอแน่นอน 55555

เนื้อย่างหอมๆ กับเตาอุ่นๆ ไม่อยากออกจากร้านกันเลย 55555 ข้างนอกมันหนาวนิ
ช็อปเสร็จเงินหมดกลับบ้านสิค่ะงานนี้ หอบของไปแพ็คลงกระเป๋ากัน

ปิดท้ายด้วย Cheesecake คุณลุง Rikuro หอมหวานฟินสุดๆเลยค่ะ เครื่องมาเต็ม

ซื้อมากินที่ห้องมื้อดึกมันก็จะฟินหน่อย

…………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

Day 5

              วันสุดท้ายของการมาญี่ปุ่นแล้ว วันนี้เราจะไปเกียวโตกัน ตื่นตั้งแต่เช้ากันอีกแล้ว หอบกระเป๋าหนักๆแล้วไปกัน

           ตั้งต้นจาก Namba(Subway) ไปลง Shin-Osaka : Midosuji Line เหมือนเดิมเลย แต่ไม่ลง สถานี Osaka นะคะ เราจะลงที่ Shin-Osaka ค่ะ

           จากนั้นเรานั่งรถไฟจาก Shin-Osaka ไปลง Kyoto Station เรานั่ง JR Special Rapid Service : JR Kyoto Line นะคะ ใช้เวลา 25 นาที

           ใช้พาสตัวเดิมนี่แหละ(Hokuriku Arch Pass) นั่งรถไฟแล้วไปกัน เราไม่ได้นั่งชินคังเซนนะคะ พาสของเรานั่ง Tokaido/Sanyo Shinkansen ไม่ได้ เหมือน JR Pass ตัวใหญ่ค่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราอยู่แล้ว นั่งรถไฟ 25 นาทีเองสบายมากได้เจอกับบรรยากาศอีกแบบหนึ่งคือรถไฟขบวนที่เรานั่งมีเด็กๆน่าจะราวๆมัธยมเต็มไปหมดเลย ใส่ชุดกีฬา ใส่ชุดนักเรียนแบกกระเป๋ากัน สงสัยจะไปเข้าค่ายกันมั้ง Hokuriku Arch Pass เราสามารถนั่งไฟขบวนอื่นๆ ของ JR ไปเกียวโตได้เหมือนกัน นะคะ (Haruka,THUNDERBIRD,รถไฟ Local นั่งได้หมดนะ แต่เวลาก็จะแตกต่างกันออกไป) พอถึงสถานี Kyoto แล้วก็เอากระเป๋าใบใหญ่ของเราไปฝากที่ตู้ล็อคเกอร์กันก่อน ถ้าเราจะแบกไปเที่ยวคงไม่ไหวกันแน่ 55555

 

ที่เราจะไปที่แรกของวันนี้ คือ ??

Fushimi Inari Shrine หรือ ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ
เริ่มต้นจาก Kyoto Station ไป Inari Station : JR Nara Line Local

ออกจากสถานีก็เจอกับทางเข้าศาลเจ้าเลยใกล้มากๆ

 

 

ถึงจะมาเช้าก็ใช่ว่าคนจะไม่เยอะนะ

 

ไปขอพรจากเทพเจ้าจิ้งจอกกัน

เก็บรูปเก็บบรรยากาศกัน

หาของกินอร่อยๆกัน

อิ่มแล้วก็ได้เวลาไปต่อ

เราจะไปวัดทองกันต่อนะคะ นั่งรถไฟ JR กลับมาที่สถานีเกียวโตเหมือนเดิมนะคะ ใช้พาสของเรานี่แหละค่ะควักออกมาแสดงให้เจ้าหน้าดูเลย 5555

พอถึง Kyoto Station ไปซื้อ Kyoto City Bus & Kyoto Bus One Day Pass ก่อนค่ะ

           Kyoto City Bus & Kyoto Bus One Day Pass ราคา 500 เยนนะคะ เจ้าพาสตัวนี้คล้ายกับ Kanazawa loop bus one day pass เลย ขึ้นลงรถบัสในเกียวโตได้ทั้งวัน ขึ้นลง 3 ครั้งก็คุ้มแล้ว แค่นั่งรถบัสขึ้นลงครั้งเดียวก็ 230 เยนแล้วค่ะ เราซื้อพาสตัวนี้ได้ที่ออฟฟิตรถบัสหน้าสถานีเกียวโตเลย ออกตรง Central Exit

 

 

 

Kinkaku-ji Temple

เรานั่งรถบัสจาก หน้าสถานีเกียวโต สาย 205 ลง Kinkakujimichi Bus Stop นั่งแค่รถ 23 ป้ายเอง

เดินจากป้ายรถบัสเข้าไปอีกนิดหนึ่งก็ถึงแล้ววัดทอง

ซื้อบัตรเข้าวัดก่อนนะคะ 400 เยน ปล. Kinkaku-ji Temple เปิดปิดเวลา 09.00-17.00 นะคะ

 

ไปเก็บรูปกัน Kinkaku-ji Temple ไม่อนุญาตให้ใช้ขาตั้งกล้องนะคะ
ถึงแล้วปราสาทวัดทองที่ร่ำลือกันเก็บบรรยากาศกันสักหน่อย หนาวๆวนๆไป

 

 

มุมด้านข้างเราก็จะเก็บจะถ่ายมุมไหนก็สวย

 

           หลังจากเก็บรูป Kinkaku-ji Temple เราก็จะไป Gion ต่อกัน จาก Kinkaku-ji Temple เรานั่งรถบัสสาย 12 จาก Kinkakujimichi Bus Stop ลงที่ Shijo Keihan-mae Bus Stop ประมาณ 25 ป้าย

นั่งรถยาวๆกันไปค่ะ คนบนรถก็แน่นมาก แถมพอใกล้จะถึงย่าน Gion รถก็ติดอีก เริ่มท้อแท้แล้วนะ

หลังจากยืนเบียดกันบนรถบัส ลงรถบัสเสร็จเดินมา Shijoo Bridge มาเก็บรูป Kamo River กัน

 

จากนั่นก็เดินข้ามถนนไปย่าน Gion กัน วันอาทิตย์คนเยอะมาก

 

หามุมเงียบๆถ่ายรูปกันหน่อย

ปิดท้ายด้วยสาวๆญี่ปุ่นใส่กิโมโนมาเดินเล่นกัน ตอนไปขออนุญาตน้องเค้าถ่ายรูปน้องดูตกใจมากๆเลย แต่น้องก็ยอมให้เราถ่ายรูปอยู่นะคะ ดูจะเขิลหน่อยๆ น่ารักมากๆเลย
บอกแล้วว่าคนญี่ปุ่นใจดีค่ะ

เดินออกจากย่าน Gion กัน เราเดินตรงไป เจอกับ Yasaka Shrine ตรงสามแยกเลย

 

 

Yasaka Shrine

ไปขอพรกันอีกสักที่เนอะ

เดินเล่นสักพักก็ได้เวลากลับแล้ว

นั่งรถบัสกลับสถานีโตเกียวกัน สาย 206 จากป้ายหน้า Yasaka Shrine นะคะ ลงที่สถานีเกียวโตเลย

 

 

 

ได้เวลากลับกันแล้ว

           เรานั่ง HARUKA เข้าสนามบินคันไซนะคะ โดยใช้ Hokuriku Arch Pass ของเรานั่นละค่ะ แต่เราจองที่นั่งไม่ได้นะคะ เรานั่งได้ตรงตู้ non-reserved seat นั่ง HARUKA ยาวๆกันไป ประมาณ 80 นาที
จากเกียวโตนะคะ

           HARUKA เป็นรถไฟที่วิ่งจากสนามบินคันไซไปกลับระหว่างเมือง Osaka และ Kyoto นะคะ โดย เจ้า Haruka จะจอดแค่ 3 สถานี (Tennoji, Shin-Osaka และ Kyoto) นะคะ

 

ปิดท้ายด้วยของที่ระลึกจากการทำแบบสอบถามของคุณป้าที่หน้าสถานีเกียวโต

ขอบคุณที่ทุกคนเข้ามาอ่านและติดตามนะคะ

อยากให้ทุกคนไปเที่ยวกัน

 

 

สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้