ทริปพิชิตฝัน มุ่งมั่นสู่ Tateyama-Kurobe Alpine Route | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan

สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้

 

ทริปพิชิตฝัน มุ่งมั่นสู่ Tateyama-Kurobe Alpine Route

ทริปนี้ดีต่อใจ .. ด้วยความที่อยากจะไปพิชิต North Japan Alps กับเค้าบ้าง แต่สังขารไม่ค่อยอำนวย เลยต้องเลือกเส้นทางที่ไปง่าย มาสะดวก ตัวข้าพเจ้าและบัดดี้ขาเที่ยวขาเดียวกันจึงเลือกช่วงเวลาในการเดินทางที่ต้นไม้บนเขากำลังเปลี่ยนสี ก่อนเข้าฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของภาคพื้น เพื่อให้ลางานได้ง่าย ต้องไปปลายเดือนชนต้นเดือน  เวลาที่ลงตัวที่สุดสำหรับตัวเองคือ ปลาย ก.ย. ต่อ ต้น ต.ค.   ทริปนี้เดินทางโดยอาศัย Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass เป็นหลัก เส้นทางการท่องเที่ยวของพาสนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 – 6 รวมเป็น 5 วันต่อเนื่อง ตามด้วย JR Kansai one-day Pass

Day 1 : ถึงสนามบินคันไซ ค่อนข้างดึก พักค้างคืนที่โรงแรมใกล้ ๆ สนามบิน

Day 2 : เดินทางถึง Toyama เก็บสัมภาระแล้วออกไปเที่ยวต่อที่ Kanazawa

Day 3 : เส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route  พักค้างคืนที่ Murodo

Day 4 : ออกจาก Murodo กลับเข้า Toyama แล้วนั่งรถไฟชมวิว

Day 5 : เดินทางไป Shirakawa-go ด้วยรถบัส Kaetsuno Bus จาก Shin-Takaoka

Day 6 : ออกจาก Shirakawa-go ด้วยรถบัส Nohi Bus ไปที่ Kanazawa แล้วนั่งรถไฟ JR ต่อไปที่ มากิโนะ (Makino City) ไปปั่นจักรยานชมวิวทิวสน Metasequoia Namiki  
Day 7 : กลับเข้าเกียวโต ด้วยรถไฟสาย JR Special Rapid Service  for HIMEJI แวะวัด Tofukuji แล้วตรงดิ่งกลับเข้า Kansai Airport (วันนี้ซื้อ JR Kansai one-day Pass เพิ่ม)

Tateyama-Hokuriku Area Tourist Pass เป็น บัตรรถไฟของเครือ JR แบบเหมาจ่าย เหมาะสำหรับผู้ที่วางแผนท่องเที่ยวในเส้นทางระหว่างเมืองOsaka, Kyoto, Fukui, Kanazawa, Takayama และ Nagoya สามารถใช้โดยสารรถไฟ JR ตามเส้นทางที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟแบบด่วนและรถไฟแบบธรรมดา ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ในระยะเวลา 5 วันต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดใช้บัตร  บัตรนี้ไม่มีจำหน่ายในญี่ปุ่น ต้องซื้อ Exchange Ticket จากบริษัทที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายนอกประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นแล้วนำ Exchange Ticket ไปแลกเป็นบัตรโดยสารที่ JR Ticket Officeในประเทศญี่ปุ่น  ในราคา 14,000 เยน

ยังมีอีก Pass ที่เหมารวมถึงการเที่ยวบนเส้นทาง Tateyama-Kurobe Alpine Route นั่นคือ Alpine-Takayama-Matsumoto Area Tourist Pass ราคา 17,500 เยน แต่ต้องตั้งต้นเดินทางตั้งแต่ Nagoya แต่มีดีคือจะเดินทางบินเส้นทาง Tateyama-Kurobe Alpine Route ไปกลับวนไปวนมากี่รอบก็ได้ แต่ไม่รวมเส้นทางไป Shirakawa-go แต่เรารู้จักกันช้าไป

Credit : JR West Pass

ขอรีวิวทริปนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสิ้นสุดการเดินทางออกจาก Tateyama-Kurobe Alpine Route นะคะ เล่าตลอดทั้งทริป ต้องกินพื้นที่มากกว่านี้เป็นแน่

Day 1 : สนามบินคันไซ ตอนดึก ๆ ไปไหนต่อก็ไม่เหมาะ เลยนอนค้างที่สนามบินเสียเลย แต่กระนั้นก็ยังสามารถแลก JR pass ได้ก่อนที่ JR West office ในสนามบินจะปิดให้บริการ เป็นอันว่า รุ่งขึ้นสามารถใช้ JR pass ได้เลย ออกจากสนามบินได้ตั้งแต่เช้า ก่อนประชากรชาวญี่ปุ่นจะออกเดินทางไปทำงานซึ่งจะทำให้รถไฟแน่นเป็นปลากระป๋อง  

                JR West Office ในสถานบินคันไซ ตั้งอยู่ Terminal 1 อยู่ตรงหน้าทางเข้าสถานีรถไฟเลย เป็นห้องสีน้ำเงิน มองเห็นง่ายป้ายใหญ่โตชัดเจน เวลาทำการ 05.30 – 23.00 น. พอออกจาก ตม. รับกระเป๋าเสร็จ อย่าโอ้เอ้ รีบไปต่อคิวรับบริการเลยค่ะ เจ้าหน้าที่จะปิดประตูรับคนที่ 23.00 น. หากยังทำธุระไม่เสร็จก็ทำต่อได้จนเสร็จสิ้นกระบวนการ

                เพื่อความรวดเร็วในการรับบริการ เตรียม JR Voucher Pass ที่ซื้อมาจากเมืองไทย พร้อมพาสปอร์ตและแผนการจองรถไฟ ระบุต้นทาง ปลายทาง ขบวนรถที่จะขึ้น และเวลาที่จะไป (หากต้องการจองที่นั่ง) ให้เรียบร้อย ยื่นให้เจ้าหน้าที่ แล้วรับ Pass ตัวจริงพร้อมตั๋วที่เราจองที่นั่งได้เลย หากเตรียมข้อมูลมาพร้อมจะทำรายการได้เร็วขึ้น เจ้าหน้าที่ไม่ยุ่ง คนรอคิวถัดไปไม่หน้างอ มีความสุขทุกฝ่ายค่ะ

 

 

Day 2 : ออกจากสนามบินคันไซตั้งแต่เช้าด้วย JR Kansai Airport Rapid service ไปลงสถานี Osaka

เพื่อเปลี่ยนรถไฟไป Toyama งานนี้ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟ 2 ต่อ คือ นั่ง Ltd. Exp. Thunderbird ไปลง Kanazawa (เราสามารถจองที่นั่งได้ 4 ครั้งตลอดการใช้ Pass) แล้วเปลี่ยนขบวนเป็น Shinkansen Tsurugi ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 23 นาที ข้อดีของชินคันเซ็นขบวนนี้คือ มีทุกครึ่งชั่วโมง ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องคิดหนักว่าจะ

ความดีของรถไฟขบวน Thunderbird คือ หน้าต่างกว้าง สามารถมองวิวภายนอกได้เต็ม ๆ ตา .. แล้วเราก็ได้เห็นว่า .. พยากรณ์อากาศที่เช็คมา ตรงเป๊ะ คือฝนตกทุกวัน ยกเว้นวันที่เราตัดสินใจเลือกขึ้นเขา (นับว่ายังมีความดีอยู่บ้าง)

ถึงที่ Toyama เราไปทำความรู้จักกับเส้นทางไปโรงแรมใกล้สถานีที่เราจะพักคืนเว้นคืน พร้อมทิ้งสัมภาระไว้ที่นั่น หาอะไรอร่อย ๆ ที่สถานีรับประทานเป็นอาหารเที่ยง แล้วเดินตัวปลิว จับรถไฟไปเที่ยวต่อ

Toyama อยู่ติดทะเลฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น เรื่องอาหารทะเลใหม่ สดเสมอ จัดไปเลยค่ะ .. ไม่ผิดหวัง

วันแรกที่ไปถึง Toyama ... ฝนตกทั้งวัน สังเกตเมือง Kanazawa ตอนนั่งรถไฟผ่าน ไม่มีฝนเลย.. เอาล่ะ ไปเที่ยว Kanazawa ฆ่าเวลา ไหน ๆ ก็มี JR Pass ในมือแล้วขึ้นลงชินคันเซ็นเป็นว่าเล่น ใช้เวลาเดินทางแค่ 25 นาทีก็ถึง .. เมืองแห่งทอง คานะซะวะ Kanazawa.. ข้อดีของชินคันเซ็นขบวนนี้คือ มีทุกครึ่งชั่วโมง ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องคิดหนักว่าจะต้องรอนาน

 

หน้าสถานี Kanazawa ฝั่งมาขึ้นรถบัส การท่องเที่ยวในเมืองนี้มี Kanazawa Loop bus วิ่งวนรอบเมือง Kanazawa ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ  รถเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 – 18.00 น. มีรถทุก ๆ 12 นาที สามารถที่จะซื้อบัตรเป็นเที่ยวก็ได้ ราคาเที่ยวละ 200 เยน แต่หากใครวางแผนที่จะเที่ยวทั้งวันสามารถซื้อบัตรแบบ 1 วันได้ (One Day Pass) สามารถใช้ขึ้นและลงรถได้ไม่จำกัดครั้ง ราคา 500 เยนต่อ 1 ใบ มีรถที่วิ่งวนซ้าย และวนขวา หน้าตาแตกต่างกัน ใครจะเลือกใช้ Loop bus เส้นไหนก็ได้ เลือกที่จุดจอดใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่ตัวเองจะไปมากที่สุด แผนที่ Bus map ขอได้ที่สถานี JR Kanazawa station

เรากระโดดขึ้น Loop bus ไปลงที่ปราสาท Kanazawa.. เดินถ่ายรูปเล่น ๆ .. เนื่องจากมีเวลาเพียงครึ่งวัน เราจึงไม่ซื้อ One day pass (ราคา 500 เยน) แต่เลือกที่จะจ่ายจริง ตามที่ไป คือขึ้นลงครั้งละ 200 เยน ไม่จำกัดระยะทาง

ตัวเองเคยมาเที่ยว Kanazawa แล้วครั้งหนึ่ง ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ได้ไปเยือนสวนสวยติดอันดับ Kenrokuen เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้จึงไม่ได้ไป

 

สวนเค็นโรคุเอ็น(Kenrokuen Garden)ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ของสวนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของประเทศญี่ปุ่น พื้นที่ภายในสวนเค็นโรคุเอ็นนั้น ประกอบไปด้วยวิวทิวทัศน์ของบ่อนํ้า หุบเขาอันสวยงามและบ้านหลังน้อยใหญ่ที่ใช้ในการผลิตชานั่นเอง ความหมายของคำว่า “เค็นโรคุ” คือ สวนที่มีองค์ประกอบที่ดี 6 อย่างด้วยกัน ก็คือพื้นที่ที่กว้างขวาง, บรรยากาศที่เงียบสงบ, ความลงตัว, ความเป็นมาอันยาวนาน, แหล่งนํ้า, และทัศนียภาพล้อมรอบที่สวยงามตระการตา นักท่องเที่ยวสามารถดื่มดํ่าและผ่อนคลายไปกับบรรยากาศของสวนเค็นโรคุเอ็นที่ผลัดเปลี่ยนมีความสวยงามแตกต่างกันไปตามแต่ละฤดูกาลได้

วิธีเดินทาง : ลง Loop bus ที่ Kenrokuen-shita bus stop แล้วเดินต่อไม่เกิน 5 นาที

ค่าเข้าชม 310 เยน  เวลาเปิดปิด คือ ช่วง มี.ค. – ต.ค. 7.00 – 18.00 น. ส่วนช่วง 16 ต.ค. – ก.พ. เปิด 8.00 – 17.00 น.

เปิดทำการทุกวัน ไม่มีวันหยุด

ที่สวนเค้ามีตราแสตมป์ที่ระลึกให้ประทับเก็บไว้ด้วยนะคะ อย่าลืมถามหา

 

 

 

 

 

                ครั้งนี้ขอแวะสถานที่ที่อยู่ตรงกันข้ามกับสวน Kenrokuen นั่นก็คือปราสาท Kanazawa นั่นเองค่ะ

ปราสาทคานาซาวะ เป็นปราสาทเก่าแก่ที่มีพื้นอาณาบริเวณขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เคยเป็นของไดเมียวตระกูลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ ทำให้รอบๆปราสาทมีเมืองเก่าแก่และสวน Kenro kuen ที่เป็นสวนสวยขนาดใหญ่ประจำปราสาทนี้อยู่ด้วย ตัวอาคารต่างๆของปราสาทถูกไฟไหม้และสร้างใหม่มาหลายครั้งจนถึงปัจจุบันนี้ ที่เพิ่งมีการสร้างส่วนต่อเติมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆจนเกือบจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม จะขาดก็แต่หอคอยปราสาทหลักเท่านั้น

ค่าเข้าชมในตัวปราสาท 300 เยน แต่พื้นที่รอบนอก เข้าได้ฟรี

เวลาเปิดปิด คือ 7.0 0 – 18.00 น. (ยกเว้น ต.ค. – ก.พ. ที่เปิด 8.00 – 17.00 น.)

เปิดทำการทุกวัน

                ก่อนกลับเข้าไป JR Kanazawa station เราไม่ลืมที่จะแวะตลาด Omi-cho เป็นที่รู้จักในฐานะครัวของจังหวัดอิชิคะวะ Ishikawa (เมือง Kanazawa ตั้งอยู่ในจังหวัด Ishikawa) มีมานานกว่า 270 ปี มีร้านอาหารทะเลสด กว่า 180 ร้าน อีกทั้งร้านผักผลไม้ตามฤดูกาลมากมาย โดยเฉพาะในฤดูหนาว เป็นฤดูที่อุดมด้วยปูหิมะ (Zuwaigani) และกุ้งหวาน (Amaebi) จากทะเลญี่ปุ่น ตลาดค้าอาหารสดแห่งนี้จะคึกคักที่สุด การเดินทาง จากสถานีโดยรถบัสรอบเมืองใช้เวลา 10 นาที ลงที่ป้าย Musashigatsuji

ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาค่ำ ตัวตลาดสดปิดไปแล้ว แต่ร้านอาหารที่ขายอาหารจากทะเลสด ๆ ยังคงเปิดบริการอยู่ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกอิ่มอร่อยท้อง

 

อิ่มแล้วก็กลับ Toyama ด้วย Shinkansen Tsurugi กลับไปนอนพักเอาแรง ที่โรงแรมใกล้สถานีรถไฟ Toyama

 

ทริปนี้ดีต่อใจ .. ไปกันต่อนะคะ

Day 3 :  วันนี้เราจะไปเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route  ซึ่งจริง ๆ ไปได้ 2 ทาง คือเข้าทางทาเตยามะ Tateyama (Toyama, ทิศตะวันตก) ไปโองิซาวะ Ogizawa (Nagano, ทิศตะวันออก) หรือจะเริ่มต้นจากทางโองิซาวะ ไป ทาเตยามะ ก็ได้ ลำดับการเดินทางเป็นไปตามนี้ เปลี่ยนพาหนะเป็นแบบต่าง ๆ ตามแต่ละสถานี ว่ากันไป สนุกตรงเปลี่ยนพาหนะนี่ล่ะค่ะ

โดยปกติถ้าไปแบบ one way คือขึ้นปลายสายใด สายหนึ่งแล้วกลับอีกทางหนึ่ง สามารถซื้อ Pass เสริมได้ คือ ได้ส่วนลด 3,090 เยน จากราคาขึ้นพาหนะสาธารณะตั้งแต่ต้นจนปลายสาย 12,090 เยน เหลือเพียง 9,000 เยน

Credit : www.alpen-route.com

แต่บังเอิญว่าเราโลภนิดหน่อย คืออยากนอนค้างบนเขา แล้วกลับลงมาทางเดิม เพราะเรามีนัดเที่ยวต่อตามเส้นทางของ Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass จึงซื้อตั๋วในราคาปกติ ไปกลับ จากสถานี Dentetsu Toyama ถึง Kurobe Dam แล้ว ย้อนกลับมา โดยที่พักค้างคืนบน Murodo ก่อน 1 คืน

Credit : www.alpen-route.com

 

เราเริ่มต้นจากสถานีรถไฟเด็นเทสึโทยาม่า (Dentetsu Toyama Station) ซึ่งอยู่ติด ๆ กันกับ JR Toyama station ...หากเดินออกจากสถานี JR Toyama ให้เดินเลี้ยวซ้ายตรงมาเรื่อยๆ จะเจอสถานี Dentetsu Toyama ซึ่งอยู่ติดห้าง Marier  ... ด้านล่างมีร้านสตาร์บัคเด่นเป็นสง่า เป็นจุดสนใจ

ใครไม่ใช้บริการส่งกระเป๋าข้ามแดน (ข้ามไปอีกฝั่ง) เพราะนอนที่นี่ สามารถเช่าล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าได้ค่ะ มี 2 ขนาด 300 เยน และ 500 เยน ต่อหนึ่งวัน

เราซื้อตั๋วผ่านทางเวปไซด์  https://www.alpen-route.com/en/ เวปไซด์นี้รวมทุกข้อมูลของเส้นทาง Tateyama-Kurobe Apline Route ค่ะ คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้เลย มีภาษาไทยด้วยค่ะ แต่ข้าพเจ้าถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า รู้สึกว่าแปลมาแล้วไม่ดูตลก ค่าโดยสาร 10,790 เยน (เริ่มนับที่ Tateyama station) ข้อดีของการซื้อตั๋วผ่านเวปไซด์คือ ไม่ต้องไปเข้าคิวรอซื้อตั๋วหน้าสถานี หากนักท่องเที่ยวมาก เราจะเสียเวลาในส่วนนั้นมาก แต่ต้องไม่เปลี่ยนใจนะคะ มิเช่นนั้นจะวุ่นวายมาก ส่วนค่ารถไฟ Dentetsu จาก Dentetsu Toyama station ถึง Tateyama station ซื้อแยกที่สถานีรถไฟเลยค่ะ เป็นรถไฟสาย Toyama Chiho railroad คนละบริษัทกับ JR ดังนั้น JR pass จะไม่ครอบคลุม  ค่ารถเที่ยวละ 2,400 เยน

พอถึงสถานี Tateyama เราก็ต้องไปแลกตั๋วจริงที่ ช่องจำหน่ายตั๋วหน้าสถานี แค่สแกนบาร์โค้ดของตั๋วที่เราจองจากเวปไซด์ แป๊บเดียวก็พิมพ์ตั๋วจริง หน้าตาแบบที่เห็นให้เราได้เลยค่ะตั๋วจริงนี้ต้องรักษายิ่งชีพ หายไม่ได้เลยนะคะ มิเช่นนั้นต้องซื้อใหม่ พอถึงแต่ละสถานี เจ้าหน้าที่จะสแกนบันทึกการเดินทางจากตั๋ว ... ไม่มีทางเนียน ๆ โกงเดินทางวนไปวนมาได้หรอกค่ะ .. อย่าได้คิด ตั๋วไปกลับแบบนี้ สามารถเดินทางได้ภายในเวลา 5 วัน (เกินพอค่ะ) แต่สถานีละ 2 ครั้งคือไป กลับเท่านั้น หากนอนค้างบนเขานาน ก็อย่าให้เกิน 5 วัน นะคะ

เริ่มเดินทางเลยนะคะ .. ใช้เวลาบนรถไฟสาย Toyama Chiho line ประมาณ 1 ชั่วโมง ... เราไปช่วงนักเรียนเค้าไปโรงเรียนค่ะ รถไฟช่วงนี้เลยเป็นรถนักเรียน ได้เห็นนักเรียนในชุดยูนิฟอร์มหลาย ๆ แบบขึ้น ๆ ลง ๆ ตามสถานีต่าง ๆ .. น่ารักดีค่ะ วิวนอกหน้าต่างก็ดีนะคะ ชมวิวเพลิน ๆ ไปค่ะ

 

ด้านหน้าสถานีมีป้ายรถบัส พาไปน้ำตกโชเมียว (Shomyo Falls) น้ำตกที่สูงเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น ... เก็บตารางรถบัสมาฝาก ... ใช้เวลาเดินทาง 15 นาทีถึงป้ายน้ำตก แต่ต้องเดินต่อไปอีก 25 นาที (ถ้าเป็นคนไทยเดิน ก็คูณ 2 ) จึงจะถึงตัวน้ำตกจริง ๆ .. ตอนแรกกะแวะวันกลับแต่ว่า พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตก .. งดดีกว่าค่ะ เดิน 25 นาทีนี่ ไม่อยากจินตนาการว่ากี่กิโลแม้ว เดี๋ยวหมดแรงก่อนเจอไฮไลท์บนเขา

 

 

ที่สถานี Tateyama ตอนที่เราไปถึง ยังเช้ามาก ร้านรวงรอบสถานียังไม่เปิด แต่ร้านค้าในสถานีเปิดแล้ว จัดการอาหารเช้า ตุนกระเพาะไว้ให้เต็มที่เลยค่ะ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไร ที่เค้าพร้อมขายก็เป็นโซบะ จัดไปค่ะ อย่าให้เสีย

อิ่มท้องแล้วก็ไปต่อแถวเพื่อขึ้นพาหนะอย่างแรก คือ Tateyama cable car … แถวแรก ยังเช้ามาก และยังไม่ถึงวันเปิดฤดูใบไม้ร่วงอย่างเป็นทางการ (คือวันรุ่งขึ้นของทริปนี้) จำนวนประชากรที่ต่อแถวเพื่อขึ้นไปบนเขาจึงไม่ดูโหดเกินไป เจอน้องคนไทยที่อยู่ที่ญี่ปุ่นมาเที่ยวกับแฟน ทักทายกันเล็กน้อยแล้วแยกย้าย นอกนั้นเป็นคนญี่ปุ่นและชาติอื่น ๆ หมด เจ้าหน้าที่จะจัดแถว 2 ประเภทให้ต่อคิว คือแบบมาเอง Individaul กับแบบมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ แต่เวลาปล่อยแถวจะปล่อยพร้อมกัน .. ใครจะแซงใครก็จังหวะนั้นล่ะค่ะ ช่วงฤดูพีคของการท่องเทียวกรุ๊ปทัวร์จะแถวยาวมาก เยอะมาก และวุ่นวายมาก

 

มาแล้วค่ะ Tateyama Cable Car เพื่อรับเราไปที่สถานีถัดไปคือสถานีที่ราบบิโจไดร่า (Bijodira)

เส้นทางที่ไต่ผ่าน ผ่านป่าบีช .. ป่าสน .. ใช้เวลาแค่ 7 นาทีก็ถึงสถานีบิโจไดระแล้ว พอถึงที่นี่ก็ต้องเปลี่ยนพาหนะเป็นรถบัส Tateyama Highland Bus (Bijodaira – Midagahara – Murodo) ที่นี่แหละ .. ที่พวกเราพลาดไปเข้าแถวขึ้นรถผิดแถว เลยได้นั่งรถ Fast pass ขับผ่านไปลงที่สถานีมูโรโด (Murodo) โดยไม่จอดสถานีทุ่งมิดางะฮาระ (Midagahara) อย่างที่เราต้องการเพื่อเชยชมความงามของพืชพันธุ์ไม้ Alpine ที่กำลังเปลี่ยนสีตระการตา อันเป็นช่วงพีคของทุ่งแห่งนี้

เห็นคิว Stop Over ที่สถานีบิโจไดระนะคะ แต่ยังไงก็ไม่รู้ ไม่มั่นใจ กลัวต้องไปยืนแกร่วรอขึ้นรถระหว่างทางที่มีผู้โดยสารเต็มรถอยู่แล้ว .. แล้วเค้าจะจอดรับเราเหรอ ถ้าเค้าไม่จอดเราก็แกร่วเสียเวลาอยู่ที่นั่นทั้งวัน ไม่คุ้มแน่ .... แต่นี่... ญี่ปุ่นนะ เค้าใส่ใจเราเต็มที่ จัดบริการรถคนละคัน คนไหนอยากเข้าคิว Stop over เค้าก็จัดรถคนละคันให้ แวะรับ แวะส่งตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด ไม่มีที่จะปล่อยให้คนรอเก้อ ขึ้นรถไม่ได้เพราะรถเต็ม

 

แม้จะยังไม่ถึงเวลาพีคของการขึ้นเขา แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวก็มากพอสมควร รถบัสจึงเต็ม มีการกางเก้าอี้เสริมระหว่างเบาะตรงกลางอีกแถวละ 2 ที แน่นเอี๊ยดเลยค่ะ ตัวข้าพเจ้าไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง แต่เพื่อนร่วมเดินทางในรถก็ยังอุตส่าห์หลบทางกล้องให้มีโอกาสได้ถ่ายภาพบ้าง เราสามารถมองภาพภายนอกได้จากจอทีวีในรถค่ะ เป็นวีดิโอแสดงเส้นทางที่เรากำลังผ่านและจุดน่าสนใจ

ที่ราบบิโจไดระ อยู่ที่ระดับความสูง 977 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีต้นสนยักษ์ในตำนาน “บิโจสุงิ” ต้นสนหญิงงาม ตำนานว่าไว้ว่ามีหญิงงามเป็นผู้บุกเบิกทาเทยามะ นางอยากพบคู่หมั้นจึงได้ปีนขึ้นไปบนเขาทาเทยาม่า แต่เมื่อก่อนมีความเชื่อว่าห้ามผู้หญิงปีนภูเขาแห่งนี้ นางถูกไล่ลงมา ระหว่างทางนางพบต้นสนต้นนี้ และพูดว่า ต้นสนที่งดงามเจ้าขา หากมีใจตรงกันช่วยฟังคำอธิษฐานของข้า ขอให้ข้าได้หมั้นหมายกับชายคนรัก แล้วคำอธิษฐานก็เป็นจริง สนต้นนี้เลยได้ชื่อว่า ต้นสนหญิงงาม (บิโจสุงิ) และบริเวณนี้ถูกเรียกว่า บิโจไดร่า (ที่ราบหญิงงาม) ... นางต้องขี้โอ่ด้วย คนถึงรู้กันทั่วว่าคำอธิษฐานกับต้นสนของนางบรรลุผลสำเร็จ ... จนได้เป็นชื่อต้นแห่งตำนาน 

จากบนรถเราสามารถมองเห็นน้ำตกโชเมียวได้เลยค่ะ คนขับรถจะชะลอรถให้เราได้ชมจากบนรถ

พอพ้นทุ่งราบิโจไดระ .. ก็เข้าเขตพื้นที่ชุ่มน้ำมิดางะฮาระ ในระดับความสูง 1,930 เมตร เส้นทางช่วงนี้ในปลายเดือนกันยายนสีสันจะสดใสมีหลายสีแต้มแล้ว 


 

โรงแรมมิดางะฮาระ ... ถ้าเราขึ้นรถถูกคัน เราควรจะได้ลงป้ายนี้

ระยะก่อนถึงสถานีมูโรโด เป็นส่วนที่ใช้ชมกำแพงหิมะ (Snow Corridor) ในกลางเดือน เม.ย. - ปลายเดือน พ.ค. ที่คนไทยกำลังฮิตไปเยี่ยมชมกัน หิมะที่ทาเตยามะตกมากเป็นอับดับ 1 ของโลก มีการทับถมโดยเฉลี่ยสูง 7 เมตรและสามารถสูงได้ถึง 20 เมตร เท่ากับตึก 10 ชั้นในปีที่หิมะตกหนัก ทางอุทยานจะขุดทางผ่านกำแพงหิมะเป็นระยะทาง 500 เมตรให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสความสูงตระหง่านของกำแพงหิมะนั้น .. แต่ฤดูที่เราไป หิมะละลายไปหมดแล้วค่ะ มีแต่ทุ่งไม้เปลี่่ยนสี สวยไปอีกแบบ (ที่ชอบ) 

Hotel Tateyama ... สวยสง่าในหุบเขา ตั้งอยู่สถานีมูโรโด อันเป็นสถานีสุดท้ายที่รถบัสคันนี้จะพาเราไปส่ง 

ชมวิวบนรถ เลยไปจนถึงสถานี Murodo ที่นี่เราจะเดินสำรวจความสวยงามยามกลางวันที่ไม่มีฝนไว้ก่อน แล้วจะกลับมาอีกครั้งในตอนค่ำ เพื่อพักค้างคืนในโรงแรมบนเขา

Murodo ถือเป็นสถานีที่มีทางรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น เป็นสถานที่ใหญ่ที่สุดของเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route ไม่ว่าคุณจะมาในฤดูใด...ฤดูชมกำแพงหิมะ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูสกีที่เค้าเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาได้ .. คุณต้องมาที่นี่เสมอ

มีจุดให้เดินชมวิวที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย อาทิ อ่างน้ำมิกุริกะ (ปากปล่องภูเขาไฟ) บ่อน้ำพุร้อน
หุบเขานรกที่เต็มไปด้วยพิษร้อนภูเขาไฟ ทิวเขาสูงแนวต่อแนว พืชพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ นกขึ้นชื่อของแถบนี้ ... 

เส้นทางเดินชมธรรมชาติจะวนเป็นวงกลม กลมเล็ก กลมใหญ่ แล้วแต่กำลังขา มีซอกซอยทะลุถึงกัน (สำหรับคนขี้โกงระยะทาง แต่อาจพลาดจุดสำคัญที่สวยงาม) ไม่ต้องคิดอะไรเลยค่ะ ... เราเดินในทิศที่หนีนักท่องเที่ยวทั้งมาเอง และเป็นกรุ๊ปทัวร์ ... สุดท้ายแล้ว เราก็จะได้เห็นอะไรครบถ้วนเท่าที่เราอยากจะเห็น (ถ้าเรามีเวลาพอ... ) 

ชมวิวไปเรื่อย ๆ ... ไม่นานก็พบกับบึงมิโดริงะ (Midoriga-ike) เป็นบึงที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟ .. ข่าวไม่ได้แจ้งว่า ดับแล้วหรือยัง .. (เดินไปแบบไม่กลัวอะไรเลย)

กติกามารยาทในการเที่ยวชมที่นี่ ก็คือเดินในทางที่เค้าทำไว้ให้ ไม่ออกนอกเส้นทาง 
ไม่เก็บดอกไม้ ต้นไม้บนเขา 
ไม่ไล่จับนกขึ้้นชื่อของที่นี่
ไม่ทิ้งขยะ ... 

บนที่ราบมูโรโดที่ความสูงที่ระดับความสูง 2,450 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีโรงแรมกระจายตัวอยู่บนนี้

มองเห็นกลุ่มอาคารของ Tateyama Muroso Senso ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดจุได้ 200 คน มีห้องแบบญี่ปุ่น 37 ห้อง 
ทุกห้องไม่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัว แต่จะมีห้องอาบน้ำรวม เปิดให้บริการช่วงกลางเดือน เม.ย. ถึงกลางเดือน พ.ย. เท่านั้น นอกนั้นการเดินทางสาธารณะทุกอย่างบนเส้นทางนี้จะปิดหมด เพราะหิมะเริ่มหนาแล้ว (แต่เราไม่ได้พักที่นี่)

ไม่เฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไปกลับ ยังมีคนบางกลุ่ม trekking ไปตามยอดเขาต่าง ๆ .. อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข คนญี่ปุ่นแข็งแรงกันจริง ๆ ค่ะ

ต้นไม้เล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นเป็นพื้นแดง ๆ มาจากเจ้าตัวจิ๋วนี่ ที่แอบเปลี่ยนสีก่อนไม้ใหญ่ 

 

 

ดอกไม้ที่เห็นกันมากในแถบนี้ ช่วงนี้ ..

นานากะมะโดะ (Japanese Rowan) เป็นไม้เผาไหม้ยาก ว่ากันว่าถ้าใช้เป็นฟืนหุงข้าว 7 หน ก็ยังไหม้ไม่หมด ในหน้าร้อน จะออกดอกเล็ก ๆ สีขาวเต็มไปหมด แต่ในฤดูใบไม้ร่วง ผลและใบจะเป็นสีแดงสด

ส่วนนกขึ้นชื่อของที่นี่คือ นกไรโจ (Raicho หรือนกสายฟ้า)(Ptermigan) จะอาศัยอยู่เฉพาะแถบภูเขา สมัยก่อนถือเป็นนกส่งสารของเทพเจ้า แม้คนจะเข้าไปใกล้ นกก็จะไม่หนี จะผลัดขนสีต่าง ๆ กันโดยสิ้นเชิงในฤดูร้อนกับฤดูหนาว แถบนี้มีนกชนิดนี้อาศัยอยู่ประมาณ 240 ตัว ได้เห็นตัวหนึ่งก็เป็นบุญตาแล้วค่ะ

ภาพนี้ถ่ายจากรูปที่ติดอยู่สถานีบิโจไดร่า .. ชัดกว่าที่ตัวเองถ่ายมาเอง เพราะตอนที่เจอเจ้านกตัวจริง ตัวข้าพเจ้าอยู่ในสภาพที่เปียกมะล่อกมะแล่ก ไม่สามารถงัดกล้องใหญ่ขึ้นมาซูมถ่ายได้

เดินเที่ยวกันต่อไปค่ะ ด้านล่างคือ Mikuriga-ike Onsen เป็นออนเซ็นและที่พักด้วย แต่มีจำนวนห้องจำกัด นักท่องเที่ยวนิยมแช่ออนเซ็นแบบไปกลับ บัดดี้ที่มาด้วยกันตัดพ้อนิดหน่อยว่าทำไมเราไม่พักที่นี่ เดินใกล้ดี ..แหม ตอนนั้นหาข้อมูลไม่เจอนี่คะ มีแต่ชื่อภาษาญี่ปุ่น ค้นต่อไม่ได้เลย

Mikuriga-ike Onsen นี่ เบื้องหน้าเป็นหุบเขานรก Jigokudani ซึ่งเราเข้าไปไม่ได้ค่ะ ปิดเส้นทางเข้าเพราะอันตรายจากแก๊สภูเขาไฟที่อาจพวยพุ่งขึ้นมาได้ทุกเมื่อ 

เยื้องด้านซ้ายเป็นบึงมิกุริกะ Mikuriga-ike .. แสนสวย 

ที่เห็นในหุบเขานั่น คือที่พักของเราในคืนนี้ค่ะ มีชื่อว่า Rhicho-so ที่พักนกสายฟ้า

 

เมื่อเดินชมวิวได้ครบรอบ ก็ควรไปต่อค่ะ เวลาในการเดินทางสถานีถัดไป กะเวลากันเอง เค้าจะมีตารางเวลาให้ว่าสถานีไหน ออกเวลาไหน ถึงเวลาไหน ให้เราบริหารจัดการเวลา หากเป็นช่วงคนแน่นขนัด อาจต้องระบุเวลาไว้ก่อนว่าจะเปลี่ยนสถานีเมื่อไหร่ แต่ ณ ขณะนั้น คนน้อย เราก็แค่ไปต่อคิวเวลาที่เราต้องการเปลี่ยนสถานี ไม่ต้องไปจองเวลาไว้ก่อน

 

 

ทริปนี้ดีต่อใจ .. ไปกันต่อจากสถานีมูโรโด บน Tateyama-Kurobe Apline Route นะคะ

ป้ายต่อไป เราจะไป Daikanbo station ด้วยรถ Tateyama Tunnel Trolley Bus เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า (อันได้มาจากเขื่อนคุโรเบะ) ไม่ปลดปล่อยมลพิษใด ๆ ขับเข้าไปในอุโมงค์ที่เจาะทะลุเขาทาเตยามะ ไปทะลุอีกด้านหนึ่งของภูเขา เป็นอุโมงค์รถบัสที่อยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น

ใช้เวลาแค่ 10 นาที เราก็ลอดทะลุผ่านภูเขา Tateyama มายืนอยู่ฝั่งตรงข้าม .. นั่นคือสถานี Daikanbo stationภาพแรกแห่งการมาเยือนสถานีแห่งนี้จากจุดชมวิวบนสถานี มองลงไปก็กรี๊ดได้เต็มที่เลย เบื้องหน้ามองผ่านที่ราบคุโรเบะไดระ (Kurobedaira) จะเป็นเขื่อนคุโรเบะ เขื่อนคอนกรีตแบบโค้งที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น น้ำในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเป็นสีเขียว เบื้องหลังเป็นทิวเขาฮาริโนคิดาเกะ (Harinokidake Mt.) และ อากะซาวะดาเกะ (Akasawadake Mt.) 

เบื้องล่างคือสถานีคุโรเบะไดระ (Kurobedaira station) การเดินทางข้ามไปจากสถานี Dikanbo ไป Kurobedaira  ไปได้โดยกระเช้าไฟฟ้าทาเตยามะ (Tateyama Ropeway) เท่านั้น

ที่ราบคุโรเบะไดระกำลังเปลี่ยนสีสวยเชียว ... จากสถานี Dikanbo เราลงไปเดินในที่ราบนี้ไม่ได้ ... ต้องไปลงตรงสถานีฝั่งตรงข้าม .. ตอนนี้ชมวิวสวย ๆ ของที่ราบกับวิวเขื่อนกันก่อน พอมาถึงสถานีนี้เราก็หิว จะหิ้วท้องรอไปกินที่เขื่อน Kurobe Dam คงไม่ไหว เลยซื้อของกินเล่น (แต่อิ่มจริง) ในสถานี Diakanbo

กระเช้าไฟฟ้าของที่นี่เป็นกระเช้าไฟฟ้าแบบไม่มีเสากลางที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น ยาวถึง 1.7 กม. แต่ใช้เวลาแค่ 7 นาทีถึงที่หมาย เป็น 7 นาทีที่ต้องรีบตักตวงความงามค่ะ .. เพราะเคลื่อนผ่านที่ราบที่มีลูกเล่นของสีสันต้นไม้สวยงามสุด ๆ

พอถึงสถานีคุโรเบะไดระ จะมีทางให้ลงไปเดินชมที่ราบ ชมพืชพันธุ์ทั้งหลายของถิ่นนี้ ... ออกไปเดินเอากำลังขากันค่ะ

Alpine Aster ค่ะ ... กำลังบานสะพรั่ง ..

พอลงจากกระเช้าไฟฟ้า ถ้าจะไปเขื่อนคุโรเบะก็ต้องนั่ง คุโรเบะเคเบิลคาร์ (Kurobe Cable car) หน้าตาเหมือนตอนที่นั่งมาจากสถานีบิโจไดระ แต่ว่าเคเบิลคาร์เส้นนี้มุดทะลุผ่านอุโมงค์ที่เจาะลอดใต้พื้นดิน ไปทะลุที่ริมเขื่อนคุโรเบะ พอลงจากเคเบิลคาร์ เราก็ต้องเดินในอุโมงค์ไปอีกหน่อย แต่ทางแยกเยอะจัง แยกไปเขื่อน แยกไปนั่งเรือชมวิวเขื่อน

เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้สร้างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อตอบสนองการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ใช้เวลาสร้าง 7 ปี ใช้คนงานทั้งหมด 10 ล้านคน ... (ไม่ผิดค่ะ .. ล้าน) มีผู้เสียชีวิตจากการสร้างเขื่อนแห่งนี้ 171 คน มีอนุสาวรีย์ให้เค้าเหล่านั้นด้วย .. สิ่งที่ลำบากที่สุดในการสร้างเขื่อนคือการขุดอุโมงค์ที่เพื่อสร้างรางรถบัส เคเบิลคาร์นี่ล่ะค่ะ .. เพราะพื้นที่นี้มีน้ำใต้ดินและทรายเป็นจำนวนมากผุดขึ้นมาวินาทีละ 660 ลิตร 

เราซื้อตั๋วไปกลับถึงแค่เขื่อนค่ะ .. ไม่ข้ามไปอีกฝั่งที่จะไป Ogizawa เลยไม่ได้ไปชิมอาหารขึ้นชื่อของเขื่อนคุโรเบะ ดังนั้นเราก็ใช้เวลาที่เหลือเดินทางกลับ ไปแวะคุโรเบะไดระ ใช้เวลาที่นั่นจนถึงเวลากระเช้าเที่ยวสุดท้าย ไปจบวันที่สถานีMurodo ... เพื่อพักค้างคืนค่ะ ... วันแดดดีวันเดียวของช่วงนี้ .. หมดวันไปแล้ว ..

หน้าสถานี Murodo ตอน 5 โมงเย็น .. ยังมีนักท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่ แต่บางตาลงแล้ว เราเดินต่อไปอีก 30 นาที เพื่อให้ถึงที่พักที่ได้จองเอาไว้

 

ทางไปที่พักของเรา เดินผ่าน Enmadai สถานีดักจับความรุนแรงของแก๊ส

เส้นทางที่จะเดินไปที่พักต้องผ่านหุบเขานรกที่พร้อมจะพ่นแก๊สภูเขาไฟออกมาได้ทุกเมื่อ จะมีสถานีคอยดักจับแก๊สวัดระดับความรุนแรงของแก๊สที่พุ่งขึ้นมา ธงเขียวขาว (เล็ก ๆ ในรูปนั่น) เป็นตัวบอกทิศทางแก๊สและความรุนแรงของแก๊สที่พุ่งขึ้นมา ถ้าธงหกคะเมนตีลังกาไปมากเท่าไร ไปทิศใด นั่นแหละเป็นเครื่องหมายบอกว่า ไม่ควรผ่าน

 

                ที่พักที่ตามองเห็นนั่น เหมือนใกล้ แต่เดินเท่าไรก็ไม่ถึงสักที ขึ้นลงเขาลูกเตี้ย ๆ (แต่กินแรง) ไปหลายลูก เล่นเอาเหนื่อย และไม่รู้ว่าจมูกชินกับกลิ่นแก๊สกำมะถันหรือเปล่าไม่ทราบ เลยไม่รู้สึกว่าได้กลิ่น แถมธงไม่โบกแรงเลยคิดว่าไม่มีแก๊สเลยไม่ได้ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกไว้ ที่ไหนได้ พอกลับมาถึงที่พักรู้สึกมากตอนกินข้าวเย็น คอฝืดและแห้งไปหมด กินน้ำเท่าไรก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น

ตอนจะจองที่พัก เค้าเตือนเราแล้วนะคะ ว่าจะมีแก๊สพุ่งขึ้นมาระหว่างทางเดิน คนที่เป็นโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบหรือมีโรคหัวใจ เด็กทารก หรือหญิงตั้งครรภ์จะต้องมีการป้องกันการได้รับแก๊สพิษเพิ่มเติม เช่นปิดปากปิดจมูกด้วยผ้า การเอาผ้าชุบน้ำปิดปากปิดจมูกจะช่วยลดอาการแสบตาแสบคอจากแก๊สภูเขาไฟได้มากเลยค่ะ แต่เราลืมไป

 

ต้องรีบเดินให้ถึงที่พักก่อนจะมืด เพราะไม่ได้เตรียมไฟฉายมาด้วยเลย แบตเตอรี่มือถือก็จะหมดแล้ว ผ่านบึงสีเลือด (จิโนะ) ไม่ได้ละเลียดชม แต่ก็ยังเจอนกอะไรไม่กลัวคนด้วยค่ะ .. (ตั้งเองค่ะ ไม่รู้จักชื่อ) เต้นกระย่องกระแย่งบนพื้นดิน ไม่ยอมบิน

 

ในที่สุดก็ถึงที่พักในเวลา 6 โมงเย็น สรุปเราใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง (บอกแล้วค่ะ ว่าถ้าให้เดิน เราต้องคูณ 2 จากที่คนญี่ปุ่นเค้าประมาณการไว้)

มาถึงที่พักแบบได้เวลากินข้าวเย็นพอดีเลยค่ะ .. เจ้าหน้าที่โรงแรมเอากุญแจห้องให้เรา ให้ลายแทงที่พัก อันมีทางเดินไปห้องน้ำร่วม (แต่แยกชายหญิง) มีประจำทุกชั้น (ที่พักมี 3 ชั้น มีชั้นใต้ดิน -- จริง ๆ ต้องเรียกใต้เขา เป็นห้องอาบน้ำรวม และออนเซ็น)  ห้องพักที่จองเป็นห้องแบบเสื่อญี่ปุ่น นอนได้ 3 คน แต่เรามาแค่ 2 คน ดังนั้นจึงกว้างสบายตัว เราต้องปูที่นอนเอง (มั่วมากเลยค่ะ) ในห้องมีปลั๊กเยอะมาก

เราจองที่พักพร้อมอาหารเย็นและอาหารเช้า ไม่มีร้านอาหารให้เลือก เราต้องฝากท้องไว้กับโรงแรมล้วน ๆ เลยค่ะ ทางโรงแรมจะจัดที่นั่งไว้ให้แขกตามรายชื่อเข้าพัก สิ่งที่เติมได้ไม่อั้นคือ ข้าว ซุปมิโซะและน้ำชา พนักงานที่นี่มีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงค่ะ ...

 



แขกที่มาพักรอบนี้ไม่ค่อยมีชาติตะวันตก (ปกติจะเยอะ) มีแต่คุณตาคุณยาย (อายุปูนนั้นเค้าก็ยังมาปีนเขาเล่นนะคะ) คุณลุงคุณป้า มากันเป็นกลุ่ม มีพี่ไทยแค่ 2 คนนี่ล่ะค่ะ 

กินข้าวเสร็จ นอนพักขาที่อ่อนล้าไปสักพักแล้วค่อยคลานไปอาบน้ำ ใครไม่อาบน้ำรวมแบบญี่ปุ่น อาจไม่ชอบ ... แต่จริง ๆ ไม่ลงแช่อ่างน้้ำร้อนก็ได้ค่ะ อาบฝักบัวข้างบนก็ได้ ภาพออนเซ็นที่ได้มา เป็นช่วงเช้ามืดก่อนที่จะมีแขกอื่นใช้บริการ ไม่มีคนเลยเก็บภาพมาฝาก

 

 

อาหารเช้าจัดแบบบุฟเฟต์ ตักได้ไม่อั้น เครื่องเคียงกับข้าวมีหลายหลายมาก

แช่ออนเซ็นก็แล้ว ละเลียดข้าวเช้าก็แล้ว .. จวนจะถึงเวลาเช็คเอ้าท์ 9.00 น. ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก .. เลยต้องตัดใจ งัดอาวุธที่ตระเตรียมมาออกมาสู้ฝน ...

หมดเวลาอยู่ต่อ ก็ต้องไปต่อ ... ฝนปรอย ๆ ตลอดเวลา เอากล้องใหญ่ออกมาสู้ฝนไม่ได้เลย

เดินกลับไปสถานี Murodo ค่ะ มีนักท่องเที่ยวเดินสวนทางมาแล้ว เขามารถเที่ยวเช้าสุดหรือว่าค้างบนเขานะ ..

อากาศหนาวเหน็บ ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กลับลงจากเขาเลยก็แล้วกันนะคะ ลาก่อน สถานีทุ่งมิดางะฮาระ (Midagahara) ที่พลาดไปขามา และขากลับ

กลับมาถึงสถานี Tateyama station เพิ่งได้เห็นรายละเอียดกันชัด ๆ ที่จำหน่ายตั๋วมีภาษาไทยด้วย เย่ ๆ ..

วันที่ลงจากเขาเป็นวันหยุดและเป็นวันแรกของการเปิดฤดูใบไม้เปลี่ยนสี รถไฟที่เราได้นั่งจึงไม่ธรรมดา เป็นขบวน Alps Express เป็นรถไฟชมวิวขบวนพิเศษที่วิ่งระหว่างสถานี Dentetsu-Toyama ถึงสถานี Tateyama .. ทั้ง 3 ตู้ เป็น non-reserve ทั้งหมด ซื้อตั๋วได้ในราคาเดิมคือ 1,200 เยน แต่หน้าตาข้างในมุ้งมิ้งต่างกันมาก

รถไฟขบวนนี้วิ่งเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทำให้ขากลับเราไม่ได้นั่งรถไฟโรงเรียนแบบ Local บรรดานักเรียน ผู้โดยสารระหว่างทางก็ขึ้นมาใช้บริการได้เหมือนรถไฟขามาของเรา แค่ดูหรูหราขึ้น

 

โบกี้แรก หน้าตาธรรมดา ดูคล้าย ๆ เดิม

เริ่มไม่ธรรมดาตรงส่วนท้ายที่มีที่นั่งแบบโต๊ะหันหน้าชมวิวด้านนอก

แหวกม่านมาโบกี้ถัดมา เป็นห้องแสดงนิทรรศการ ถัดไปเป็นห้องโดยสารที่มีเคานเตอร์จำหน่ายอาหารว่างและเครื่องดื่ม ไม่ซื้อไม่หา ไม่ว่าอะไร นั่งกันแบบหรูไปเลย

เป็นคุณภาพชีวิตดี ๆ หลังไปปีนเขามาอย่างเหน็ดเหนื่อย สังเกตเห็นคนผู้หญิงญี่ปุ่นไปแปลงร่างเปลี่ยนชุดปีนเขากลับเป็นชุดกระโปรงสวยงาม เดินมุ้งมิ้งต่อในเมืองได้เลย สุดยอดญี่ปุ่นไปเลยค่ะ

                เรายังไม่ได้ใช้ Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass ให้คุ้มค่า ดังนั้นจึงมีเรื่องให้ต้องไปต่อที่ Shirakawa-go หมู่บ้านมรดกโลก เป็นการสำรวจเส้นทางที่แปลกไปจากที่เคยมาเมื่อครั้งก่อน คราวนั้นตั้งต้นที่ Takayama แล้วจบที่ Kanazawa แต่รอบนี้ตั้งต้นที่ Toyama ไปจบที่ Kanazawa

                                                                                บ๊ายบายเส้นทาง Tateyama – Kurobe – Alpine Route ค่ะ / Poongie

 

 

สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้