Sakura | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan
Tourist Pass
Tourist Pass


สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้

ไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะบินไปต่างประเทศเพื่อไปชมดอกไม้บาน

 

แต่ถ้าไปญี่ปุ่น ก็ไม่เลวนะ เพราะรอบนี้เราจะมาชมดอกไม้ที่มีชื่อเรียกกันว่า

 

" Sakura "

 

 

 

แน่นอนว่าการมาเที่ยวญี่ปุ่น จะมาแค่ครั้งสองครั้งเป็นไปได้ยาก เพราะนี่คือประเทศนึงที่ใครๆต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า

 

ประเทศที่มาครั้งเดียวไม่เคยพอ

 

สำหรับการมาเยือนญี่ปุ่นในรอบนี้ นับเป็นครั้งที่ 6 ในรอบ 2 ปี กว่าๆ ของผม

 

ถามว่าทำไมผมถึงมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยจัง?

 

ในฐานะที่ผมเป็นคนนึงที่ชื่นชอบใน ประเทศญี่ปุ่น มากกกถึงมากที่สุด

 

ต้องบอกเลยว่า คนญี่ปุ่นเค้ามีความสามารถในเรื่องของการ ที่จะถึงเอา

 

" ความพิเศษ "

 

ออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัว

 

สังเกตุว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศนึงที่ไปเที่ยวได้ทุกช่วงฤดู นั่นเป็นเพราะว่า แต่ละช่วงฤดู ก็มี ความพิเศษ ที่แตกต่างกัน

 

แต่ละการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น เราจะได้ความรู้สึกใหม่ๆ น่าตื่นเต้น น่าค้นหาอยู่ตลอด

 

และด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้หลายๆคนชื่นชอบในการไปเที่ยวญี่ปุ่น รวมไปถึงตัวผมเองด้วย ^^

 

 

 

และเพื่อให้ทุกคนสามารถเดินทางไปในทริปนี้พร้อมๆกัน

 

ผมมีวีดีโอเปิดทริปมาให้ชมกันครับ

 

 

Day 1 Tokyo :

Sumida - Ueno Park - Meguro River 

 

 

Day 2 Tokyo/Kyoto :

Shinkansen - Katsukara - Keage Incline

 

 

Day 3 Kyoto :

Arashiyama - Sagano Bamboo Forest - Gogyo Ramen - Nakamura Matcha

 

 

Day 4 Kyoto/Tokyo ซากุระสวยที่สุดในทริป !!!!! :

Philosopher's Walk (บานไม่เต็มที่) - Keage Incline (บานไม่เต็มที่) - Ueno Park (บานเต็มที่) - Meguro River (บานเต็มที่) - Chidorigafuchi (บานเต็มที่)

 

 

 

 

 

ข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับทริปนี้

 

1. ผมเดินทางคนเดียว

 

2. เดินทางในช่วงวันที่ 1 - 6 เมษายน 2560 (ทั้งหมดรวม 6 วัน 5 คืน)

 

3. เดินทางโดยสายการบินไทย ชั้น ประหยัด (Economy Class) บนเครื่องบิน Airbus A380

 

4. ใช้บริการของ Japan Rail Pass

 

5. ใช้ Net Sim ของ SUGOI SIM

 

6. กล้องหลัก : Canon 5D Mark IV + 16-35 F2.8 L III

 

7. กล้องถ่ายวีดีโอ : Sony FDR X3000

 

 

 

ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลยยยยย !!!!!

 

มาเริ่มกันเลยกับวันแรกที่ออกตามหาซากุระ

 

ซึ่งวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่าคนทะลักแน่ๆ เนื่องจากว่า วันอาทิตย์คือวันเที่ยวของคนญี่ปุ่น

 

เช้านี้มีแผนไปเช็ค ซากุระ ที่ Sumida กันครับ เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับน้ำ และใกล้กับวัด Asakusa เลยจะมาที่นี่ได้ไม่ยากครับ

 

 

สำหรับผมก็นั่ง JR Yamanote ไปลงที่ Ueno แล้วนั่ง Subway สาย Ginza ไปลงที่สถานี Asakusa ขึ้นมาก็เจอเลยครับ

 

 

 

ที่นี่เค้ามีให้นั่งล่องเรือชมด้วยนะครับ แต่ว่าดูแถวแล้ว ขอบายดีกว่า 555+

 

เดินหาทางเข้าครับ จะมีป้ายเหมือนจัดงานไรสักอย่างครับ เดินเข้าไปเลย

 

ก็จะเป็นทางเรียบริมน้ำ โดยจะมีต้นซากุระตั้งอยู่ด้านนึงไปตลอดทางเลยครับ

 

แต่ในวันที่ผมไป ซากุระ ก็พึ่งจะเริ่มบานครับเลยยังไม่สวยอะไรมาก แต่คนก็ยังถือว่าเยอะมากเลยครับ

 

 

 

จริงๆผมลองยืนจินตนาการดูว่าถ้าซากุระบานทั้งต้น ทั้งหมดนี้จะสวยแค่ไหน สุดๆเลย

 

รวมไปถึงอากาศที่ก็มีลมเย็นๆพัดมาอยู่เสมอๆ ทำให้รุ้สึกสบายมาก

 

เดินวนอยู่สักพักเนื่องจากว่าไม่ค่อยมีอะไรถ่าย เลยไปเจอมุมนี้เข้า คือมุมที่ จะเห็น Tokyo Sky Tree กับ ซากุระไปพร้อมๆกัน เลยจัดสักหน่อย

 

 

 

อยู่สักพัก แล้วก็ไปกันต่อที่ Ueno Park

 

ซึ่งเราก็นั่งกลับไปที่ สถานีเดิมคือ Ueno แล้วเราก็ถึงเลย

 

 

 

ถึงคนจะเยอะมาก แต่คนญี่ปุ่นก็มีความเป็นระเบียบกันมาก เห็นได้จากการขึ้นบันไดนี้

 

 

ช่วงที่นั่งพักอยู่ ตาก็เหลือบไปเห็นพี่คนนี้ มีท่าทางแปลก ผมเลยแอบเนียนเข้าไปแอบดูใกล้ๆว่าเค้าทำอะไรกันแน่ เลยได้มารู้ว่าเค้ากำลังนับคนที่เดินเข้ามาชมในงานอยู่ โดยการกดไอ้ตัวนั้นนับไป ตอนแรกท่าทางเหมือนผู้ก่อการร้ายเลย 555+ (ขอโทษนะครับพี่ ToT)

 

 

สำหรับที่ Ueno Park แล้วนั้น เป็น สถานที่หลักในการชม ซากุระอยู่แล้วเนื่องจากว่า มีต้นซากุระเยอะมากๆ แล้วก็เหมาะแก่การจัด Hanami หรือ การได้สังสรรค์ กับเพื่อน หรือ ครอบครัว ใต้ร่มของซากุระนั่นเอง

 

แล้วบรรยากาสของที่นี่ก็คึกคักมากๆ แล้วก็คนเยอะเอามากๆจนผมแทบหายใจไม่ออกเลย 555+

 

สำหรับ ซากุระในวันนี้ยังถือว่ายังบานไม่หมด แต่ก็ประมาณ 70-80% ได้แล้ว

 

 

 

สำหรับงานสังสรรค์อย่างงี้ก็ต้องมีของกินขายแน่นอนเลยย

 

ส่วนมากที่นี่จะมีพวกอาหารที่กินง่ายมาขายกัน อย่างเช่น Yakisoba เนื้อยางเสียบไม้ softcream มีกระทั่งเบียร์สดขายกันเลยทีเดียว แหม่สุดยอดจริงๆ

 

และไฮไลท์ เลยก็คือ Champagne รสซากุระพิเศษ สีชมพู น่ากินมากๆ

 

ผมไม่ได้ทานสักอย่างเลยเนื่องจากว่าคิวแต่ละร้านยาวกันมากๆ เลยได้แต่ชมแล้วก็กลืนน้ำลายกันไปก่อน 555+

 

 

 

 

หลังจากเดินถ่ายที่ Ueno Park เสร็จแล้ว ต้องบอกว่าเหนื่อนมากจริงๆ อาการชักไม่ดี เลยกลับไปพักที่ โรงแรม ก่อนที่จะออกมาที่ Meguro River ในตอนเย็นกัน

 

สำหรับที่ Meguro River คนก็เยอะมากเห็นตั้งแต่ ระหว่างทางที่ไปคนก็เดินไปในทางเดียวกันเยอะมาก ยังกับเป็นพวกเดียวกันเดินไปด้วยกันเป็นฝูง

 

ที่นี่ยังบานไม่เต็มที่สักเท่าไหร่เลยไม่ค่อยได้รูปมามากนัก

 

 

 

สำหรับการชมซากุระในช่วงแรก ที่โตเกียว ก็จะมาสรุปว่า ด้วยอากาศที่ยังคงหนาวเย็นอยู่ เลยทำให้ ซากุระ ในปีนี้ บานช้าไปหน่อยนึงครับ ช่วงแรกของทริปนี้เลย ยังไม่เห็นบาน สวยๆกันสักเท่าไหร่ แต่ยังไงผมจะกลับมาอีกที ในวันที่ 5 เมษา น่าจะเป็นช่วงที่ กำลังบานอย่างเต็มที่เลยครับ

 

ช่วงนี้ผมเลยจะขอวิ่งไปชมซากุระ ที่ เกียวโตกันสักหน่อย

 

 

 

 

ในเช้าวันต่อมาผมเลยรีบนั่ง shinkansen ลงไปที่ เกียวโต กันครับ

 

ซึ่งการจอง shinkansen ผมสามารถใช้ JR Pass จองที่นั่งได้ฟรีครับ ต้องไปจองกับคนนะครับ จองกับเครื่องไม่ได้

 

ผมก็นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Tokyo ก่อนแล้วค่อยต่อไป shinkansen ที่สถานีนี้ครับ

 

เข้ามาในสถานีก็ตามป้าย shinkansen ไปเลยครับ พอมาสุดทางจะแยกออกเป็นสองทางเข้า ทางเข้านึงจะไปทางด้านบนขวาของโตเกียว อีกทางนึงจะวิ่งไปทางด้าน ซ้ายของโตเกียวครับ(ซึ่งเป็นทางที่เราจะไปกันครับ) ให้ดูที่เค้าเขียนว่า Tokaido shinkansen นะครับ เสร็จแล้วก็เดินไปตามชานชลาของเราเลย

 

รอรถไฟกันสักหน่อย แล้วก็กระโดดขึ้น Shinkansen ไปกันเลยยย

 

 

 

ผมจองที่นั่งเป็นแถวหลังสุดครับ เนื่องจากว่า ผมเดินทางด้วยกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ เลยจะหาที่เก็บยากบน shinkansen

 

แต่จะมีที่ว่าง ที่เราสามารถนำกระเป๋าเราไปเก็บไว้ได้ก็คือ พื้นที่หลังเบาะแถวสุดท้ายนั่นเอง

 

การที่เรานั่งแถวสุดท้าย นอกจากจะมีที่วางกระเป๋าเราแล้ว ข้อดีอีกข้อนึงคือ เวลาเราเอนเบาะจะไม่ไปรบกวนคนอื่นอีกด้วยครับ สบายใจได้เลยทีนี้

 

ด้วยความที่ว่าขอเป้นแถวหลังสุด แล้วมันเหลือที่เดียว เลยได้ที่นั่งตรงกลาง ด้าน 3 ที่นั่ง แต่ก็ไม่ได้อึดอัดอะไรครับ

 

 

 

สำหรับ Tokaido Shinkansen นี้ที่นั่งส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3-2 นะครับ ในชั้นปกติ

 

ที่นั่งก็สบายมากๆครับ ยิ่งถ้าไม่มีคนนั่งข้างๆ ยิ่งสบายเลย

 

นอนกันไปสบายๆ 2 ชม. กว่าๆเองก็ถึงเกียวโตแล้ว

 

 

ผมมาถึงเกียวโตในเวลา ประมาณ เที่ยงกว่าๆครับ

 

ซึ่งยังไม่สามารถ check-in เข้าที่พักได้ เลยนำกระเป๋าไปฝากไว้ก่อน

 

แล้วก็ได้เวลาออกไปตะลุยกินของอร่อยๆในเมืองนี้กันแล้ววว

 

ตอนอยู่โตเกียว บอกเลยว่าไม่ได้กินไรดีๆบ้างเลย พอมาเกียวโตเลยขอจัดอะไรน่ากินๆบ้าง

 

ผมเลยเดินตรงไปที่

 

" ร้าน Katsukara "

 

ซึ่งเค้าบอกว่าร้าน Katsukara นี้อร่อยเป็นอันดับต้นๆของญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว

 

ร้านนี้เค้าขาย Tonkatsu หรือ หมูทอด กันครับ

 

การเดินทางมาที่นี่ก็ไม่ยากครับ แค่นั่ง รถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Shijo แล้วเดินมาอีกแปปเดียวก็ถึงแล้ว

 

 

 

ผมได้สั่งเมนูที่ อร่อยที่สุดในร้าน(ถามเค้าเค้าบอกอย่างนั้นนะ) ในร้านที่อร่อยสุดในญี่ปุ่น ฟินนนนสิครับ

 

ขณะที่นั่งรอคิว ในหัวก็คิดอยู่ว่า แค่ Tonkatsu มันจะอร่อยกว่ากันได้แค่ไหนกันเชียว

 

แต่เมื่อได้ลองตั้งแต่คำแรกที่เข้าปากไปก็

 

" อ่อ ที่เค้าบอกว่า Tonkatsu ที่อร่อย มันอร่อยแบบนี้เองสินะ "

 

บรรยากาศภายในร้านตั้งแต่ เดินเข้าไปยันออกมา ได้ความเป็นญี่ปุ่นมากๆ

 

พนักงานพูดจาดี ยิ้มแย้มเอาสุดๆ

 

แนะนำเลยครับถ้าใครอยากจะทาน Tonkatsu อร่อยๆ ได้ยินว่ามีสาขาที่ โตเกียวด้วยนะครับ

 

 

กินกันอิ่มท้องแล้ว ก็กลับไป check-in ที่โรงแรม

 

คืนนี้พักกันที่ โรงแรม Hotel New Hankyu Kyoto ก็เป็นห้องแบบ Single Bedroom Non-Smoking ครับ

 

ซึ่งที่เลือกที่นี่เพราะว่า ติดกับ สถานที่ Kyoto เลยครับ สะดวกสบายมากๆ

 

 

 

พอบ่ายๆเย็นๆ ผมเลยออกไปแวะเช็คซากุระที่ Keage Incline กันสักหน่อย เพราะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผมตั้งใจจะไปถ่าย

 

ปรากฏว่า ซากุระ ยังไม่บายกันเลยย ครับ เรียกว่าเจ๊งกันไปเลยทีเดียว

 

แต่ด้วยความสวยงาม ของสถานที่ ผมเลยอยู่เก็บภาพกันสักหน่อย

 

ที่นี่ เป็นเหมือนรางรถไฟเก่าที่เราสามารถเดินเล่นได้ ซึ่งสองข้างทางจะมี ต้นซากุระตั้งอยู่ มีความโรแมนติกเอามากๆเลย

 

 

และแน่นอนว่าก็มีหลายๆคนมาเพื่อถ่ายรูปเหมือนกันกับผม แต่ทะว่า ไม่มีใครมาคนเดียวแบบผมเลย เหงามากๆ ToT

 

ในเมื่อผมมาคนเดียว แต่อยากได้ภาพตัวเองคู่กับรางรถไฟ ฉากสวยๆนี้ เลยต้องจัดให้ตัวเองสักหน่อย

 

" ไม่มีคนถ่ายให้ ถ่ายเองก็ได้ ToT "

 

 

 

จบด้วยการตั้งกล้อง ถ่ายตัวเอง โดยใช้มือถือต่อกับกล้องแล้วกดจากมือถือเอาครับ 5555+

 

ตอนนั้นมีแต่คนมองผม สงสัยคิดว่าผมบ้าป่าว บอกเลยว่าอายมาก เลยรีบถ่ายรีบลุกหนี 555+

 

ผมเลยถ่ายบรรยากาศที่นั่นมาให้ชมกันครับ

 

เราจะเจอ นางแบบนายแบบ ที่พกท่าส่วนตัวของตัวเองมาเพียบ อย่างเช่นพี่คนนี้เป็นต้น ^^

 

 

 

ด้วยความที่ว่า ซากุระที่เกียวโต ยังไม่บานเลย แผนผมในวันต่อมาเลยเปลี่ยนกันนิดหน่อยครับ จากที่จะไปดูซากุระที่ Himeji เลยเปลี่ยนมาไป Arashiyama กันแทน ถือว่าผิดหวังอยู่พอสมควรครับกับวันแรกที่เกียวโต

 

วันนี้ผมตื่นไม่เช้ามากครับ ด้วยความที่ว่าไม่ต้องรีบไปถ่ายซากุระอะไร เพราะมันยังไม่บาน

 

เลยคิดว่าจะใช้ ชีวิตแบบว่า slow life กันหน่อยๆ ในเมืองนี้

 

พอจัดการธุระอะไรของตัวเองเสร็จ ก็แบกประเป๋า แล้วออกเดินทางไปที่

 

" Arashiyama "

 

 

 

จริงๆ ถ้าพูดถึงการมาเที่ยวเกียวโต ในช่วงปกติๆแล้ว Arashiyama ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่ามาที่นึงเลย

 

แต่ที่นี่ก็มี ซากุระให้เราดูกันด้วยน๊าา จะอยู่ในสวนที่เราต้องข้ามไปอีกด้านของสะพานครับ

 

นอกจากสถานที่ที่สวยงามกันแล้ว ที่นี่ก็มีชื่อเสียงเรื่องของหวานๆกันด้วย อร่อยมากๆ และเราจะเห็นแต่ละร้าน มีคิวที่ยาวมากๆ จนผมก็คิดว่า รอไปได้ยังไง 555+ ที่พลาดไม่ได้เลยก็ต้องเป็น soft serve ชาเขียวนี่แหละ

 

 

 

อีกอย่างที่อร่อยตามกันมาก็คือ Mochi ที่มีใส้เป็นสตอเบอร์รี่ลูกใหญ่ ซึ่ง Mochi เป็น รสนมข้น อร่อยอะ

 

 

ผมก็เดินลงไปตามถนนที่ทอดยาวไปจนถึง สะพาน Togetsukyo ซึ่ง เป็นสพานเก่าแก่ และเป็น Iconic สำหรับ Arashiyama อีกแห่งนึงเลยครับ

 

พอข้ามไปอีกฝั่งนึงก็ถึงสวนของเรากันแล้ว

 

 

 

และแน่นอนว่า ก็มาถึงจุดชมซากุระประจำที่ Arashiyama แห่งนี้แล้ว

 

ซึ่งความวิเศษของที่นี่ก็คือ การได้นั่งใต้ร่มของซากุระ มองออกไปยังแม่น้ำที่ไหลผ่าน สะพาน Togetsukyo แห่งนี้

 

สังเกตุว่าส่วนใหญ่จะเป็น คู่รัก ที่มานั่งด้วยกัน ตรงนี้ครับ

 

และที่ผมตื่นเต้นกว่านั้นคือการได้ลอง Soft serve รส ซากุระ เป็นครั้งแรก

 

Soft serve สีชมพูๆ หอมไปด้วยกินของ เชอร์รี่ อร่อยอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ต้องมาชิมเอาเองนะครับ ^^

 

 

 

สวนแห่งนี้ มีความร่มรื่น เหมาะแก่การมานั่ง ชมธรรมชาติจริงๆครับ

 

นั่งพักกันพอแล้ว ก็เดินกลับขึ้นไปบนถนนด้านบน เพื่อไปชม

 

" Sagano Bamboo Forest "

 

หรือ ป่าไผ่อันเลื่องชื่อนั่นเอง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมได้มาที่นี่

 

ไม่ว่าจะมาสักกี่ครั้งๆ จะมีอยู่ สองอย่างที่เหมือนเดิม นั่นก็คือ สถานที่นี้ยังสวยมาก และ คนเยอะมาก เหมือนเดิมครับ 5555+

 

 

 

 

พอเก็บภาพกันได้พอสมควรแล้วก็เลยกลับไป พักผ่อนที่ โรงแรมครับเนื่องจากว่าเดินเยอะมากช่วงเช้า

 

พอเริ่มตกเย็นหน่อย ก็ถึงเวลาของอาหารเย็นกันแล้ว

 

 

เย็นนี้ผมพาไปกินกันที่

 

" ร้าน Gogyo "


 

ซึ่งเป็นร้านราเมงครับ แต่ถ้าผมจะพามาทานราเมงธรรมดาๆก็ไม่ไช่ผมสิ

 

เพราะครั้งนี้ผมจะพามาทาน ราเมงน้ำดำกัน หรือมีชื่อเรียกกันว่า Special Burnt Ramen

 

ซึ่งผมมาถึงในเวลาที่ ร้านเค้าเปิดพอดีเลย แต่เข้าไปก็ต้องตกใจเพราะว่ามีลูกค้าเกิบเต็มร้านกันแล้วววว

 

ภายในร้านตกแต่งสไตน์ modern แต่ยังให้ความเป็นเกียวโตอยู่ ร้านสวยเลยแหละครับ น่านั่งมาก

 

 

 

พนักงานก็น่ารักมาก ยิ้มแย้มสุดๆ ให้ความเป็นกันเอง สมกับเป็นคน kansai เลย

 

หลังจากนั้นผมก็ได้สั่ง เมนู Special Burnt Shio Ramen ไปครับ

 

นั่งรอสักครู่ พนักงานก็นำ ราเมงชามใหญ่ๆมาเสิร์ฟ

 

 

 

หน้าตาน่าทานมาก สิ่งที่เด่นออกมาก็คือ น้ำซุปที่มีสีค่อนข้าง ดำ และหมูชาชู ชิ้นโตๆ

 

น้ำซุปมีความเข้มข้น หอมอร่อยดีครับ มีความแปลกใหม่ในรสชาติ ผมแนะนำให้มาลองกันดูนะครับ

 

พอเดินออกมาจากร้าน ก็เห็นคิวหนาแน่นเลยครับ รู้สึกโชคดีที่มาเร็ว 555+

 

 

 

 

ผมเลยเดินเล่นต่อแถวๆนั้นครับ ได้ยินมาว่า มีปลาหมึก อร่อยๆ ขายอยู่ที่ ตลาด Nishiki ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก ก็ต้องเดินไปสิครับรอไรรร

 

 

 

เจอแล้ววว ปลาหมึกตัวใหญ่ อร่อยๆ ตรงหัวเหมือนเค้ายัด ไข่นกกระทา เข้าไปด้วยครับ

 

กินเสร็จ ก็เริ่มเย็นแล้วครับ เลยคิดว่าจะกลับไปพักที่โรงแรม

 

แต่แล้วก็ต้องมาหยุดแวะกินของหวานอีกสักรอบ

 

เป็นร้านของหวานชาเขียวครับชื่อร้านว่า

 

" Nakamura "

 

 

 

ซึ่งเป็นร้าน ของหวานชาเขียวที่ดังมาก ร้านนึงใน เกียวโต เลยคิดว่าต้องแวะสักหน่อย

 

ร้านตั้งอยู่ที่สถานี เกียวโตเลย สะดวกมากๆ นั่งรอประมาณ ครึ่งชม.  ก็ได้เข้าไปในร้านแล้วว

 

ผมได้สั่ง เมนูชื่อ " Maruto Parfrait " ไป

 

 

 

มันคือ Parfrait ชาเขียวนี่เอง ที่จะมี topping ต่างอยู่ข้างใน

 

ทั้ง ข้าวพอง โมจิ ถั่วแดง ครีม ไอติม และ raspberry

 

กินแล้ว อร่อยมากกก ทุกอย่างดูเข้ากันมาก ฟินกันไปปปเลยยย !!!

 

 

เท่านี้ก็จบกันไปอีกวัน ที่ผมได้เที่ยวที่เกียวโตครับ

 

ซึ่งจริงๆวันนี้ผมแอบลุ้นๆซากุระในวันพรุ่งนี้อยู่ เนื่องจากว่าวันนี้ อากาศ เริ่ม ร้อนขึ้น ซึ่งจะทำให้ซากุระบานได้เร็วขึ้นครับ

 

เช้านี้คือความหวังของผมเลยก็ว่าได้ เพราะมีโอกาศ ที่ซากุระจะบานเยอะขึ้นมากๆ

 

เนื่องมาจากว่า เมื่อวานอากาศเริ่มอุ่นขึ้น เลยทำให้ซากุระบานเร็วขึ้น

 

เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจะต้องเร่งฝีมือมากที่สุดครับกับการ ไล่ถ่ายซากุระ ทั้งหมด 5 สถานที่ด้วยกัน

 

 

ในเช้าตรู่ของวันสุดท้าย ผมต้องได้รีบวิ่งไปเก็บภาพซากุระ หลากหลายที่มากๆในวันนี้

 

เริ่มกันที่ ออกจากโรงแรมตั้งแต่ 6 โมงเช้า สถานที่แรก เราจะไปกันก็คือ

 

" Philosopher's Walk "

 

 

 

ซึ่งเป็นสถานที่ชมซากุระ ลำดับต้นๆของ เกียวโตเลยครับ

 

ที่นี่มีความ โรแมนติก มากจึงให้บรรยากาศในการชมซากุระ ให้ได้เข้าถึงมากขึ้น

 

และเมื่อผมได้ไปสัมผัส สถานที่นี้เองจึงได้เข้าใจถึงความ สวยงามของที่นี่

 

เป็นเส้นทางเดินเล็กๆริมคลอง ที่ทอดยาวไป ให้ความรู้สึกสงบ แต่ก็ สวมงามอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ทางเดินนี้ จะได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะในช่วง ซากุระ และ ใบไม้แดง

 

ถ้าจะมาเกียวโตในสองช่วงนี้ ผมแนะนำมาชมที่นี่เลยครับ สุดยอดมากๆ

 

จะสุดยอดขนาดไหนไปชมกันเลยย

 

 

 

เนื่องจากเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ในเวลาประมาณ 7.30 ก็ได้เวลาย้ายไปอีกที่นึงแล้ว

 

 

ในที่สุดผมก็ได้กลับมาที่

 

" Keage Incline "

 

 

 

ซึ่งต้องบอกว่าแตกต่างจากวันแรกที่มา มากกก

 

ใครจะไปเชื่อว่าแค่ วันครึ่ง จะทำให้ซากุระบานได้เร็วขนาดนี้

 

นี้สินะ ที่ทำให้คนทะลักเข้าญี่ปุ่นอย่าง หยุดไม่อยู่ ความสวยงามอยู่กับเรา ได้ไม่นานจริงๆ

 

แต่ทะว่า ความสวยงาม นี้ก็จะถือว่าคุ้มมากๆที่ได้มาชม มาสัมผัสมันสักครั้งนึง

 

 

 

ก็เสร็จไปแล้วกับ 2 สถานที่ชมซากุระที่ เกียวโต แต่ถึงซากุระจะบานในวันนี้แล้ว ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกสัก 1-2 วัน ถึงจะบานกันสวยเต็มที่ ซึ่งถ้าได้ลองจินตนการดู มันคงจะเป็นภาพที่สวยงามเอามากๆ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ปีหน้าผมก็อยากที่จะมา ชมกันอีกในช่วงเวลาที่ บานเต็มที่แล้ว

เวลาของผมในเกียวโต ก็มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว

 

ก่อนที่ผมจะลากกระเป๋าขึ้น Shinkansen กลับไปที่โตเกียว ก็ได้แวะ ซื้อ Bento ขึ้นไปนั่งทานกันบนรถไฟด้วย

 

จริงๆตอนแรก ไม่ได้คิดว่ารสชาติจะอร่อยอะไรเลย

 

แต่พอได้เปิดมานั่งทานบน shinkansen ระหว่างทางกลับไปโตเกียว

 

รสชาติอร่อยมากกกก รุ้งี้ซื้อกินนานแล้ววว 555+

 

 

 

ผ่านไป 2 ชม.กว่าๆ ก็กลับมาถึงที่โตเกียวแล้วครับ

 

อย่างที่บอกไปว่า วันนี้มีถ่าย 5 ที่ เสร็จไปแล้ว 2 เหลืออีก 3

 

รู้งี้แล้วก็ต้องเร่งฝีเท้ากันหน่อย พอเช็คอินที่โรงแรมเสร็จ ก็ พุ่งตรงไปสถานที่ที่ 3 กันเลยนั่นคือ

 

" Ueno Park "

 

 

 

ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับ ซากุระที่บานเต็มที่แล้ว สวยมากๆ

 

บรรยากาศ สนุกสนาน น่า enjoy เป็นอย่างมาก

 

 

แน่นอนครับว่า พื้นที่รอบๆสวยงามเต็มไปด้วยซากุระก็จริง แต่ผมก็ต้องเดินต่อไป

 

และสถานที่ ต่อไปนี้ เป็นสถานที่ ชมซากุระ ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด และจะเป็นที่ไหนไม่ได้เลยนอกจาก

 

" Meguro River "

 

 

 

ด้วยบรรยากาศ ภายในงาน ที่มีความคึกคัก มีของกินขายตลอดทาง

 

ไม่ว่าจะเป็น ไก่คาราเกะ yakisoba เนื้อย่างเสียบไม้ ไส้กรอก และอีกต่างๆนาๆ


 

ยังมีเครื่องดื่ม สีชมพูๆ รสซากุระ สำหรับ การฉลองเทศกาลซากุระแบบนี้อีกด้วย

 

มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องขอดื่มฉลอง แด่ความสวยงาม ของเทศกาลชมซากุระ ที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ด้วย

 

Kampai !!!!!

 

 

 

พระอาทิตย์ละขอบฟ้าไปแล้ว ผมก็ต้องเดินทางไป สถานที่ชมซากุระ สุดท้ายของทริปนี้กันแล้ว

 

นั่งรถไฟกันไปอีกไม่ไกลมาก เราก็มาถึง

 

" Chidorigafuchi National Park "

 

 

 

พอขึ้นมาจากสถานี เท่านั้นแหละครับ

 

คนเยอะมากกกกกก ไม่รุ้มาจากไหนกัน โอ้โห้ สุดยอดแห่งความคนเยอะเลยครับ

 

ระหว่างทางเดิน เข้าไปตรงจุดที่ผมจะถ่ายรูป ตลอดทั้งทาง มีคนหนาแน่น มาก เนื่องจาก มีต้นซากุระ ที่โน้มลงมาใกล้กับเรามาก

 

จนเหมือนเราเดินอยู่ในอุโมง ที่เต็มไปด้วยซากุระ เป็น บรรยากาศ การชมซากุระในช่วงสุดท้ายของทริปที่วิเศษ สุดๆไปเลยครับ

 

 

 

หลังจากนั้น ก็ได้เดินกลับมาที่โรงแรม ก็ได้เจอ ซากุระที่บานอยู่ในเมืองมากมาย ในคืนสุดท้ายนี้

 

บอกได้คำเดียวครับ สวยงาม มากๆ

 

 

 

และแล้วก็มาถึงช่วงสุดท้ายของทริปนี้กันแล้ว

 

ซากุระ เป็นดอกไม้ที่ เป็นเหมือน สัญญาลักษณ์ ของญี่ปุ่น

 

มีช่วงระยะเวลา บาน และ ร่วงโรย ที่ค่อนข้างสั้น

 

แต่ถึงรู้อย่างนั้น ผู้คนก็ยังทะลักเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น เพื่อมาชมความสวยงาม ในช่วงระยะสั้นๆเหล่านี้

 

เพราะความสวยงาม และ บรรยากาส วิเศษๆ เหล่านี้ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่นที่เราหลงรัก

 

ทำให้รู้ว่านี่แหละคือ

 

" Japan Cherry Blossom "

 

 

สำหรับคนที่ชอบผลงานนี้ให้ไปตามลิ้งค์นี้

Facebook page
และเข้าไปกดไลค์เลย ไลค์ของคุณจะถือเป็นคะแนน 1 โหวตให้กับผลงานชิ้นนี้ สามารถโหวตให้คะแนนได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 นี้