อะนะตะโนะชูยุทะบิ | ICHIGO JAPAN WEBSITE
Instagram Ichigo Japan Instagram Ichigo Japan Facebook Ichigo Japan

ญี่ปุ่น คงเป็นจุดหมายที่หลายๆคนชื่นชอบและอยากจะไปสักครั้งแน่นอนเราก็หนึ่งในนั้นค่ะ ครั้งนี้เป็นการไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบฮันนีมูนหลังแต่งงานค่ะ เราตั้งใจว่าจะไปเที่ยวในช่วงหน้าหนาวของญี่ปุ่นเพราะอยากจะสัมผัสหิมะสักครั้งหนึ่งในชีวิต และคิดว่ามันเหมาะมากกับฮันนีมูน      

จึงวางแผนและทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงหน้าหนาวว่ามีเมืองไหนที่น่าไปบ้าง

ดิฉันเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีสถานที่ท่องเที่ยวในฝัน ประเทศที่อยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต และหนึ่งในนั้นคงเป็น "ประเทศญี่ปุ่น" ด้วยเอกลักษณ์ความงดงามต่าง ๆ รวมถึงความแปลกใหม่ของวัฒนธรรม ประเพณี อาหารการกิน หรือวิถีชีวิต จึงทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศในฝัน ซึ่งบางคนอาจจะเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายครั้งแล้ว บางคนยังไม่เคย แต่สำหรับคนที่กำลังจะไป ก็ลองตามบันทึกการเดินทางที่มาพร้อมถ่ายภาพสวย ๆ ของดิฉัน  เพราะบอกเล่าความรู้สึกในการมาเยือนดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัยครั้งแรกได้เป็นอย่างดี เอาล่ะ ! พร้อมแล้วก็ไปตะลุยเที่ยวกันเลย

  • จำนวนวันที่เดินทางท่องเที่ยว สถานที่ที่ไปท่องเที่ยว  5วัน รอบๆใน Tokyo ใช้ Takayama-HokurikuArea Tourist Pass

  • นามสมมติ  ยูซิว,ซิว
  • อ้างอิงการแนะนำคอร์สของ “ROUND THE CHI” ตะลุยหิมะฟูๆหมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ และอีก2เมืองแห่งหิมะไม่ควรพลาด

 

สวัสดีค่า (^▽^)

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงรีวิวการเที่ยวญี่ปุ่น เราขอแนะนำตัวสั้นๆก่อนเนอะ

ขออนุญาตแทนตัวเองว่า  ยูซิว หรือ ซิว นะคะ

เป็นนามแฝงในการรีวิวนี้ เพื่อการแทนตัวเองอย่างง่ายๆในช่วงวางแผนจะแต่งงานกันกับแฟนเมื่อกลางปีที่แล้ว เลยปรึกษากันว่าจะหาที่ไปฮันนีมูน อยากได้บรรยากาศหนาวๆมีหิมะตก ได้สัมผัสหิมะนุ่มๆ แฟนเลยบอกว่างั้นไปเที่ยวญี่ปุ่นกันไหม ไม่ไกลมากด้วย แถมเป็นประเทศที่สวยงามมากๆเลย เลยได้ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าก่อนค่อยข้างหลายเดือน ข้อดีก็คือ ราคาจะถูกกว่าจองตั๋วในระยะสั้นนั้นเองค่ะ แต่ก็ต้องวางแผนกันให้ดีๆนะค่ะ ว่าวันที่จะไปว่างตรงกัน ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะค่ะว่าซิวเป็นพนักงานธนาคารเรื่องการลาพักร้อนสามารถทำได้ แต่แฟนทำงานเป็นสถาปัตนิค เวลาว่างจริงหายากมาก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ ถึงเวลาทุกอย่างมันจะลงตัวเอง ลืมบอกไปค่ะว่า ก่อนจะจองตั๋ว เพื่อนๆต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศของญี่ปุ่นในช่วงที่เราจะไปด้วยนะค่ะ ว่าในช่วงนั้นเป็นฤดูอะไร ของซิวจองตั๋วในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่นค่ะ เพราะทริปนี้ตั้งใจไปตุลุยหิมะให้สะใจไปเลยค่ะ 

ปล.รูปทั้งหมดถ่ายจาก Iphone 5s อาจจะมีไม่ชัด และรูปเบลอ หรือไม่ได้ถ่ายรูปไว้บ้างนะคะ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำรีวิว เพราะงั้น บางช่วงจะเป็นการบรรยายด้วยตัวอักษรล้วนๆ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

และหากมีข้อผิดพลาดและบกพร่องตรงไหนก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ

ซิวและแฟนเลยต้องทำการบ้านไปค่อนข้างเยอะมากค่ะ สิ่งที่ต้องรู้เบื้องต้นคือ มารยาทในประเทศญี่ปุ่นว่าสิ่งไหนควรทำ และสิ่งไหนไม่ควรทำกันบ้างข้อมูลนี้บางคนอาจจะทราบบ้างแล้วก็ข้ามไปเลยก็ได้นะค่ะ

  1. จะไปต่างประเทศ อย่าลืมทำประกันการเดินทางกันนะคะ! : หากเจ็บป่วยหรือไม่สบายขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลที่ต่างประเทศจะแพงมากๆค่ะ ทำไว้ดีกว่านะคะ ค่าทำก็หลักร้อยเท่านั้นเองค่ะ ส่วนประกันของซิวจะเป็นประกันการเดินทางที่รวมอยู่ในแพ็คเกจเที่ยวบินของ สายการบิน Airasiaโดยสามารถซื้อได้พร้อมกับการสำรองที่นั่งได้เลยค่ะ
  2. ไปญี่ปุ่น อย่าเดินทานนะ! : ต้องยืนทานให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเดินต่อนะคะ อย่าเดินไปด้วยทานไปด้วยน้า
  3. ในรถไฟ เขาไม่คุยโทรศัพท์หรือส่งเสียงดังกันนะ : ลองสังเกตดูนะคะว่าในรถไฟจะค่อนข้างเงียบมากๆ หากมีโทรศัพท์เข้า ก็บอกว่าเดี๋ยวโทรกลับตอนลงจากรถไฟดีกว่าค่ะ เพราะส่วนใหญ่การเดินทางของซิวจะใช้รถไฟซะส่วนใหญ่
  4. อย่าทิ้งขยะเรี่ยราด และต้องทิ้งขยะให้ถูกชนิดด้วยนะ! : ที่ญี่ปุ่น การแยกชนิดขยะเป็นเรื่องที่จริงจังกันมากๆค่ะ ก่อนจะทิ้งอะไรให้ดูชนิดขยะให้ตรงกับถังขยะก่อนทิ้งด้วยนะคะ หรือถ้าไม่เจอถังขยะ ก็เก็บเศษขยะไว้ในกระเป๋าแล้วค่อยกลับไปทิ้งที่โรงแรมเนอะ
  5. เวลาเข้าร้านอาหาร รอพนักงานพาไปนั่งที่โต๊ะนะ : หลายๆร้านอาหารในญี่ปุ่น และส่วนใหญ่เลย เราต้องให้พนักงานเป็นคนพาไปนั่งที่โต๊ะนะคะ จะเดินดุ่มๆไปนั่งไม่ได้น้า แต่ถ้าไม่อยากนั่งโต๊ะนั้นก็ลองถามดูนะคะว่าเปลี่ยนได้ไหม หรือขอนั่งตรงนั้นได้ไหม ลองสังเกตดูนะคะว่าร้านไหนที่คนญี่ปุ่นเดินเข้าไปเลือกที่นั่งเองได้เลย ก็ค่อยเดินเข้าไปเลือกนั่งตามสบาย แต่อันไหนต้องรอคุณพนักงาน ก็อย่าลืมรอให้คุณพนักงานพาไปนั่งน้า
  6. ดูดีๆ ราคา + vat หรือยัง? : ถ้าในร้านอาหาร ส่วนมากจะไม่มี service change ค่ะ แต่จะมี Vat อยู่ ไม่ค่อยแน่ใจว่ากี่เปอร์เซ็น คิดว่าน่าจะประมาณ 8-10% นะคะ ลองตรวจดูกันอีกทีน้า ในร้านเสื้อผ้าหรือร้านขายของอื่นๆก็ด้วยเช่นกัน ราคาที่โชว์บางราคาอาจจะยังไม่รวมภาษี เพราะงั้นจะซื้อก็ดูดีๆนะคะ จะเขียนว่า「税抜」ยังไม่รวมภาษีนั้นเองค่า จะได้นับเงินในเป๋าตังกันซื้อได้ถูกต้องและเพียงพอเนอะ
  7. บางร้านชาวต่างชาติสามารถขอ Tax refund ได้นะจ๊ะ อย่าลืมขอ : Tax refund ก็คือการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว/ชาวต่างชาติได้ค่ะ ก็คือเราๆนั้นไม่ต้องจ่ายค่า Vat นั้นเองค่า เหมือนได้ส่วนลดพิเศษนั้นเอง บางร้านตอนจ่ายเงินก็ยืนพาสปอร์ตให้ได้เลย เขาจะลดราคาลงให้เดี๋ยวนั้นเลย หรือว่าสามารถเอาใบเสร็จไปขอทำ Tax Refund ที่สนามบินได้ค่ะ แต่ไม่สามารถขอ Tax Refund ได้ทุกร้านน้า แล้วก็บางร้านจะมียอดขั้นต่ำที่ต้องซื้อ เช่นซื้อเกิน 5,000yen ถึงจะขอทำ Tax Refund ได้ เป็นต้นค่ะ ลองสังเกตป้ายหน้าร้าน หรือสอบถามพนักงานดูกันนะคะ จะได้ไม่ต้องจ่ายแพงเนอะ อ้อ หรือหาป้ายที่เขียนว่า Tax Free ก็ได้ค่า
  8. ข้ามถนนตรงทางม้าลาย + เจอไฟแดงต้องหยุดรอไฟเขียวนะ ถึงจะไม่มีรถก็ตาม : เวลาจะข้ามถนนต้องรอไฟเขียวเท่านั้นนะคะ ส่วนถ้าเจอไฟแดง ต่อให้ไม่มีรถก็ต้องหยุดยืนรอไฟเขียวก่อนน้า
  9.  ประเทศแห่งจักรยาน จะเช่าปั่นก็ทำตามกฎจราจรกันด้วยนะคะ : ญี่ปุ่นนอกจากเป็นประเทศแห่งรถไฟแล้ว ยังเป็นประเทศที่ผู้คนชอบปั่นจักรยานแทนการขับรถยนต์มากๆด้วยนะคะ แถมมีที่เช่ารถจักรยานให้ชาวต่างชาติเช่าปั่นเสพบรรยากาศวิถีคนท้องถิ่นกันด้วย จะเช่าแล้วก็มาเข้าใจกฎคร่าวๆกันก่อนนะคะ เช่น (1) ห้ามกางร่มขณะปั่น เปลี่ยนเป็นใช้ชุดกันฝนแทนกันน้า (2) ห้ามซ้อนสอง ยกเว้นคนที่ซ้อนอายุต่ำกว่า 6 ขวบ (3) จักรยานก็ถือว่าเป็นพาหนะ เพราะงั้นต้องวิ่งบนถนนเท่านั้นนะคะ (4) ห้ามใส่หูฟัง,ใช้โทรศัพท์ขณะขับนะคะ (6) ห้ามขี่ขนานกัน คือห้ามขี่คู่กันข้างๆ ต้องขี่ตามหลังกันเป็นเส้นตรงนะคะ (7) แน่นอนว่าเมาห้ามขับเด็ดขาดค่ะ!

นี่เป็นกฎคร่าวๆ อย่าลืมหาข้อมูลที่แน่นอนและชัดเจนกันอีกที่หนึ่งดูด้วยนะคะ

  1.  เพราะความเป็นส่วนตัวนั้นสำคัญ อย่าถ่ายรูปมั่วซั่วนะ : คนญี่ปุ่นถือเรื่องความเป็นส่วนตัวสูงมากๆค่ะ เพราะอย่างนั้น ไม่ว่าสาวๆหรือหนุ่มๆคนไหน ถึงจะเจอคนสวยหรือหนุ่มหล่อน่ากรี๊ดขนาดไหน จะจู่ๆก็แอบถ่ายเขาไม่ได้นะคะ ไม่น่ารักเลย ขอให้อดใจเอาไว้นะคะ! แล้วก็เวลาเจอคนแต่งตัวที่เด่นกว่าคนอื่น ก็ไม่ใช่ว่าเขาต้องการความสนใจหรือเรียกร้องให้ถ่ายรูปนะ ถ้าอยากถ่าย ต้องค่อยๆเดินเข้าไปขออนุญาตถ่ายก่อนนะคะทั้งถ่ายสิ่งของ หรือบางสิ่งเลยค่ะ บางสถานที่จะมีทั้งมุมที่ถ่ายได้และไม่ให้ถ่ายด้วย ไม่ว่ายังไงจะหยิบกล้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ก็อยากให้สังเกตก่อนว่ามีป้ายห้ามหรือไม่ แล้วก็ถ้าขออนุญาตเป็นนิสัยได้จะดีมากเลยค่ะ
  2.  ขึ้นลงบันไดเลื่อน ต้องชิดข้างที่ถูกต้องน้า : ที่ญี่ปุ่นเนื่องจากมีความใส่ใจมากๆ แม้แต่การขึ้นลงบันไดเลื่อนค่ะ ทุกคนจะชิดซ้าย เพื่อเหลือที่ว่างให้สำหรับคนที่เร่งรีบได้เดินขึ้นไปก่อนได้สะดวกค่ะ ส่วนมากจะชิดซ้ายนะคะ

นี่เป็นข้อควรทำ ไม่ควรทำคร่าวๆในญี่ปุ่น สามารถลองเสิร์จหาข้ออื่นๆดูกันได้ด้วยนะ การทำตัวดีๆ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากค่ะอยากให้คนไทยเป็นนักท่องเที่ยวที่น่ารัก เป็นที่ต้อนรับของประเทศญี่ปุ่นนะคะ 

 

▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲

 

Trick เคล็ดลับเล็กๆ

ก่อนไปญี่ปุ่น ก่อนที่ทุกคนจะวางแผนเดินทาง ขอบอกทริคเล็กๆน้อยๆนะคะ

เนื่องด้วยประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สภาพภูมิอากาศต่างจากบ้านเรามากๆเลยค่ะ โดยเฉพาะไปในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกต้องเตรียมสภาพร่างกายและอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม การจัดกระเป๋าจึงสำคัญมากเลยค่ะ เรามาดูกันค่ะเพื่อนๆว่าสิ่งที่เราควรนำติดตัวไปมีอะไรบ้าง

1.อุปกรณ์กันหนาว

ถุงมือ ผ้าพันคอ ถุงเท้า และหมวก เป็นออฟชั่นเสริมในการกันหนาวได้เป็นอย่างดี จึงอยู่ในลิสต์ที่ต้องแพ็คลงกระเป๋าเลยทีเดียว ยิ่งเลือกแบบฮีทเทคยิ่งดีงาม

แต่ถึงจะใส่ถุงมือเราควรเลือกปรเภทที่ใช้กับสมาร์ทโฟนได้ กันหนาวแล้วยังอัพเดทข้อมูลได้ด้วยนะ เริ่ดจริงอะไรจริง

เสื้อหรือกางเกงเนื้อผ้าที่มีคุณสมบัติ HEAT TECH

นวัตกรรม HEAT TECH คือสิ่งที่ช่วยให้เนื้อผ้ารักษาอุณภูมิในร่างกายไม่ให้ต่ำลง จึงเหมาะจะใส่ไว้เป็นเสื้อด้านใน แม้ว่าจะดูบางแต่ก็ช่วยได้มากทีเดียว นอกจากเสื้อยังมีกางเกงแบบแลกกิ้งสำหรับคนที่กลัวหนาวขา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเมืองหนาวที่ต้องเอาไปส่วนรองเท้าซิวใช้เป็นรองเท้าผ้าใบธรรมดาเลยค่ะ

และสำหรับเพื่อนๆที่มีโรคประจำตัวก็อย่าลืมพกยาประจำโรคไปด้วยนะค่ะและยาสามัญที่ควรพกไปหลักๆก็จะเป็นยา ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ยาแก้กดไหลย้อน ยาดมกลิ่นที่สดชื่น  เป็นต้นค่ะ

 APP

และขอแนะนำ App ที่ไปแล้วได้ใช้จริงๆนะคะ (หลังจากโหลดไปมากมายเต็มเครื่อง สุดท้ายใช้อยู่แค่นี้เลยค่ะ ฮา)

Ps. และ Google Map นะคะ อันนี้ใช้บ่อยมากกก แต่คิดว่าทุกคนมีอยู่แล้ว อันนี้เลยแนะนำเพิ่มเติมค่ะ!

แนะนำเพิ่มเติมค่ะ App อันที่ 5 คือที่พักนะคะ ครั้งนี้ซิวใช้ Airbnb เป็น app ที่ผู้คนในพื้นที่จะนำบ้าน/คอนโด ที่พักอาศัยของตนเองมาให้เช่าค่ะ มีหลากหลายแบบทั้งบ้านทั้งหลังหรือว่าห้องร่วม หรือแชร์ที่พักค่ะ หลากสไตลล์มากๆ และที่เลือกที่นี่เพราะว่าอยากได้ห้องที่กว้างหน่อย และมีห้องครัวค่ะ

ส่วนมากโรงแรมที่ญี่ปุ่นห้องจะค่อนข้างเล็กน่ะค่ะ มีทั้งข้อดีข้อด้อย ลองหาข้อมูลก่อนใช้บริการนะคะ ส่วนด้านล่างเป็นรูปห้องที่ไปพักคร่าวๆค่ะ

และ Pass ที่ซิวเลือกใช้สำหรับช่วยประหยัดค่าเดินทางใน Trip นี้

ก็คือ JR Pass takayamahokuriku tourist passค่ะ ( ใช้คู่กับ App ที่ 2 ด้านบนค่ะ)

โดยเลือกสถานีที่ใกล้จุดหมายของเราที่สุด ลองคำนวณค่าเดินทางในแต่ละวันดูนะคะ

คำนวณดีๆ พาสนี้ช่วยประหยัดงบได้เยอะพอสมควรเลยค่ะ!

 

การเตรียมตัวล่วงหน้า

1 ซื้อJR Pass takayamahokuriku tourist pass5วันพาสนี้ราคา3030 บาท (ราคานี้ซิวซื้อในงานตอนมีงานท่องเที่ยวจัดที่ศูนย์สิริกิต ราคาจะถูกลงกว่าปกติประมาณ 1000 กว่าบาทค่ะ ) เมื่อได้ใบจองแล้วต้องนำไปเปลี่ยนเป็นตั๋วจริงที่สนามบินคันไซก่อนถึงจะนำไปใช้ได้

2 ซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับ ของ air asia-x  ราคาประมาณ9000 บาท รวม 2คนก็ประมาณ 18000 บาท นะค่ะ แบบเลือกที่นั่งได้ +อาหาร1ที่+นน.เพิ่ม20กก.(ราคานี้ซื้อจองล่วงหน้าก่อนไปเที่ยวประมาณ  4 เดือน)

-ข้อควรระวัง 1 ขาไป เครื่องจะไปถึงสนามบินคันไซประมาณเกือบ23.00น. ซึ่งจะทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางเข้ามาพักในเมือง บางคนก็เลือกที่จะนอนในสนามบินเลยหรือนอนในเล้าจ์ที่สนามบิน แต่ซิวเลือกนอนโรงแรมในสนามบินคือโรงแรม nikkokansai airport ซึ่งเดินมาได้จากสนามบินเลย(ประมาณ15นาที)

-ข้อควรระวัง 2 ขากลับเที่ยวบินจะออกตั้งแต่ 00.10น. ซึ่งถ้าใครมาร์ควันกลับผิด (เหมือนซิว) คือซิวคิดว่าจะเที่ยว5วัน จะกลายเป็นเหลือ4วันเลย

 

3 วางแผนการเดินทางคร่าวๆ

วันแรก ถึงสนามบิน23.00น.ต่อรถแท็กซี่ไปที่โรงแรม Ibis OSAKA Hotel  ในโอซาก้า

วันที่2 ขึ้นรถไฟจากสถานนีNambaไปถถานีOsaka  เมื่อถึงแล้วก็ต้องแลกบัตร JR Pass เปลี่ยนตั๋วเป็นตัวจริง และใช้ตั๋วเดินทางไปเกียวโต รอบ9.00 น.

ถึงเกียวโต ฝากกระเป๋า แล้วซื้อตั๋วKyoto oneday pass ราคา500เยน/คน ขึ้นรถเมล์กี่รอบก็ได้เที่ยวเกียวโตด้วยรถบัส

คืนที่2นอนเกียวโต

วันที่3 จากเกียวโตนั่งรถไฟทันเดอร์เบิร์ดเที่ยวแรกไปคานาซาว่าต่อรถโนฮิบัสไปชิราคาว่าโกะ เดินเที่ยว3ชม. แล้วไปทาคายาม่านอนทาคายาม่า(ตั๋วโนฮิบัสใช้พาสนี้แลกได้แต่ต้องจองมาก่อน)

วันที่4 เช้าเดินเล่นในย่านเมืองเก่า ทาคายาม่าและตลาดเช้า แล้วมาขึ้นรถไฟ ไปโทยาม่า(วิวสวยมาก) จากโทยาม่าต่อชินกันเซน20นาทีถึงคานาซาว่าและจากคานาซาว่าต่อทันเดอร์เบิร์ดเข้าโอซาก้า นั่งรถไฟใต้ดินไปเดินเล่นย่านชินไซบาชิมีเวลา2ชม. กลับมาสน.รถไฟโอซาก้า แล้วต่อรถเข้าสนามบินคันไซ (จริงๆตั้งใจจะนอนโอซาก้าต่ออีกคืนแต่จองตั๋วเครื่องบินผิด -*- ถ้าทำได้ ควรนอนโอซาก้าอีกคืนจะดีกว่า)

3 จองตั๋วรถNohi busที่จะวิ่งจาก Kanasawaไปชิราคาว่าโกะ โดยต้องโทรไปจองที่ญี่ปุ่นเท่านั้น** ใช้เวลาแค่3นาทีไม่ยาก เตรียมข้อมูลให้พร้อมจะไปวันไหนคนไปชื่ออะไร เค้าจะให้รหัสผ่านมา ซึ่งเราจะนำรหัสผ่านไปขึ้นตั๋วทีคานาซาว่า ***แต่จะไม่มี Nohi bus office ที่ สถานี Kanazawa ค่ะ มีแต่สนง.Hokutetsuซึ่งจองรถบัส จัดการตั๋วของ Nohiที่นี่ได้เช่นกัน***

▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲▼▲

วันที่ 19 ก.พ. 2561 ซิวเดินทางถึงสนามบินKansai AirPorts22.30น.ต่อรถแท็กซี่ไปที่โรงแรม Ibis OSAKA Hotel  ในโอซาก้าใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเดินทางค่ะ

ถึงแล้วก็เช็คอินเข้าพักที่โรงแรมเลยค่ะ

Day - 1 :แพลนวันแรกที่ซิวจะไปเที่ยวคือวัน ที่ 20 ก.พ. 2561 (ต้องบอกก่อนว่าซิวจะใช้เวลาเที่ยวจริงๆแค่ 3 วันเท่านั้นค่ะ เพราะเวลาที่เหลือจะเป็นการเดินทางกลับซะมากกว่า)

เดินทางจากสถานี Osaka ไปลงที่สถานีKyoto

ก็มาถึงแล้วค่ะ สถานีเกียวโต รวดเร็วจริงๆ พอมาถึงปุ๊ปก็หาป้าย Transfer to JR Line ทันทีค่ะ

 เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ JR ไปลงสถานี Inari เพื่อชมศาลเจ้า Fushimi Inari หรือวัดเสาแดงหมื่นต้นค่ะ

ออกจากรถไฟมาคนเพียบเลยค่ะ คราวนี้เจอทั้งนักท่องเที่ยว เจอทั้งประชาชนในท้องที่ คนเลยยิ่งแน่นค่ะ

วัดนี้หาง่ายมากเลยค่ะ เพราะเดินออกจากสถานีรถไฟ JR Inari ปุ๊ปก็เจอทันทีเลยค่ะ คือ 80% ของคนที่นั่งรถไฟมาลงสถานีนี้ก็คือนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมศาลเจ้าแห่งนี้แหละค่ะทางเข้าศาลเจ้าแห่งนี้ก็จะมีเสาสีแดงตั้งเป็นแลนด์มาร์กอยู่เป็นระยะๆค่ะ โดยมีสุนัขจิ้งจอกทำหน้าที่คอยเฝ้าศาลด้วยค่ะ

ก่อนเข้าข้างในก็ชำระล้างร่างกายค่ะ ด้วยการบ้วนปากตามค่าวัฒนธรรมของที่นี่ก่อนนะเพื่อนๆโดยศาลเจ้าจะตั้งอยู่บนเขาค่ะ เราเองก็ต้องเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆเหมือนกัน ระยะทางค่อนข้างไกลเลยทีเดียวระหว่างทางก็จะผ่านจุดที่เป็นไฮไลท์ของวัดแห่งนี้ค่ะ รวมถึงเป็นจุดที่ถ่ายทำภาพยนต์ชื่อดังอย่างเรื่อง Memory of Geisha ด้วยค่ะ

นั่นก็คือเสาแดงนับพันๆต้นตลอดสองข้างทางค่ะโดยเสาแดงทุกๆต้นก็จะมีข้อความสลักไว้หมดค่ะ น่า

เสียดายที่ซิวอ่านไม่ออกซิวใช้เวลาอยู่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ประมาณ1 ชั่วโมงค่ะ แล้วจึงเดินทางกลับสถานีเกียวโต

 ตอนขากลับลองเดินกลับอีกทางนึงจะผ่านย่านที่มีของขายเยอะเลยค่ะ

กลับมายังสถานีเกียวโต เป้าหมายต่อไปของซิวคือ  Arashiyama ป่าไผ่ จากนั้นเดินลงไปต่อ JRsan-in Lineไปลงสถานี Saga Arashiyamaแล้วเดินไปขึ้นที่ชานชาลาที่ 32:33 ประมาณ 6 สถานีถึง

พอถึงก็ต้องเดินเท้าเข้าไป ประมาณ 1  กิโลเมตร เดินตามถนนไปข้างๆทางมีแต่หมู่บ้านคนระหว่างทางจะมี

ตู้ให้หยอดเหรียญอยู่ เผื่อจะเหนื่อย ระหว่างทางเดินเลียบป่าไผ่ที่อาราชิยาถือเป็นเส้นทางเดินลัดเลาะเลียบป่าไผ่ที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอาราชิยามา จุดเด่นของที่นี่คือ ต้นไผ่ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง แนวต้นไผ่ที่สูงชลูด พลิ้วไหวไปตามสายลมและ สีเขียวชอุ่มของไผ่ ช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อเป็นที่รู้กันว่าคนญี่ปุ่นมีความผูกพันยาวนานกับต้นไผ่

ทั้งเรื่องเล่า ตำนาน คำเปรียบเปรยความแข็งแกร่งของผู้ชายกับไม้ไผ่ งานเทศกาล รวมถึงการใช้สอยประโยชน์จากไผ่ในด้านต่างๆอีกมากมายที่นักท่องเที่ยวอย่างเราสังเกตได้ อย่างเช่น ถ้วยไอศครีมจากกระบอกไม้ไผ่ ประตูรั้วกั้นหรือสิ่งก่อสร้างจากไม้ไผ่ แต่ยากที่เราจะได้เห็นต้นไผ่จริงๆปลูกเรียงรายกันยาวเป็นทิวแถวสวยงามยาวตลอดสองข้างทางอย่างที่นี่จุดที่สวยที่สุดของทางเดินเลียบป่าไผ่นี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงแรกของเส้นทาง แต่จะอยู่หลังจากเลยทางเข้าวัด Tenryujiเป็นต้นไป ทิวไผ่ที่มีระยะห่างระหว่างกันพอสมควรจะแปรเปลี่ยนเป็นแน่นขนัดเรียงกันอย่างสวยงาม

มีจักรยานให้เช่าเพื่อปั่นด้วยนะค่ะ แต่ราคาก็แพงอยู่ หรือเดินชมเสน่ห์ยามที่แสงแดดตกกระทบลงมาตามแนวไผ่นับพันต้นที่ก่อให้เกิดช่องแสงและเงาที่สวยงามบนพื้นทางเดิน ยิ่งถ้าในช่วงเวลาที่มีลมพัดมาพอดี เพื่อนๆจะได้เห็นภาพความเคลื่อนไหวที่มีความสงบอยู่ในนั้นด้วย เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของป่าแบบตะวันออกอย่างแท้จริงเลยค่ะ

ถ้าเกิดรู้สึกเมื่อย ไม่อยากเดิน หรือต้องการซึมซับความเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น ที่นี่มีบริการรถลากโดยหนุ่มๆชาวญี่ปุ่นเพื่อท่องไปตามทางเดินเลียบป่าไผ่และแถบ Arashiyamaนี้ก็ได้ โดยสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 5,000-7,000 เยนต่อรอบขึ้นอยู่กับว่าจะไปที่ไหน จะเห็นคู่แต่งงานชาวญี่ปุ่นแต่งตัวสวยๆออกมาเที่ยวกันหลายต่อหลายคู่

การเดินชมทางเดินเลียบป่าไผ่แห่งนี้ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ เดินเล่นซักพักหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับสถานีเกียวโตกลับมายังสถานีเกียวโต เป้าหมายต่อไปของซิวคือ  วัดคิโยะมิซุ ย่าน  วัดน้ำใสนั้นเองค่ะ แต่รอบนี้ซิวเดินทางด้วยรถบัส โดยเดินไปรอรุที่ป้าย Kyoto station รอขึ้นรถสาย 100 หรือ 206 แล้วไปลงที่

ป้าย Kiyomizu-michiแล้วก็นั่งรถมาถึงค่ะ ซิวลงรถแล้วต้องเดินขึ้นดอยกันเพื่อขึ้นไปด้านบนของวัดค่ะตามทางจะเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านทางวัฒนธรรมและร้านอาหารมากมายเลยค่ะ  เดินไปอีกประมาน 1 กิโลเมตร ซิวก็เจอด้านหน้าของวัดคิโยะมิซุ แล้วค่ะ พอใกล้ๆบริเวณวัดร้านค้าทั้งหลายก็หายไปค่ะ เหลือเพียงลานกว้างหน้าวัดที่มีคนใส่ชุดกิโมโน เดินเล่นถ่ายรูปค่ะประตู Nio-mon เรียกว่าเป็นประตูหลักของวัดน้ำใสที่แยกออกมาจากส่วนของตัววัดค่ะ ของเก่านั้นถูกไฟไหม้ไปแล้วเมื่อสมัยสงครามในศตวรรษที่ 14 และถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อต้นศวรรษที่ 16 โดยได้รับการปรับปรุงตกแต่งใหม่เมื่อปี 2003 นี่เอง

เจดีย์ในวัดน้ำใสด้วยความที่วันนี้ฟ้าใสมากๆ ประจวบเหมาะกับแสงกำลังดี เราก็ได้เห็นรูปเจดีย์สีแดงที่สดใสมากขึ้นไปอีก

อาคารในวัดคิโยะมิซุเมื่อเดินเข้ามาด้านในอีกนิด หันไปมองเจดีย์ก็ยังคงสวย แต่ด้านในนี้จะเริ่มเห็นตัวอาคารวัดจริงจัง หลายอาคารในวัดน้ำใสนี้จะมีพื้นอาคารเป็นสีแดงต่างจากอาคารวัดอื่นๆ ที่มักจะเป็นอาคารไม้สีไม้เข้มๆ จึงให้ความรู้สึกสดใสดีค่ะ

ในส่วนของการเดินเข้าชมอาคารหลักของวัดคิโยมิสึ (Hondo) ก็ต้องซื้อบัตรเข้าด้านในด้วยค่ะ

การเข้าชมอาคารหลักของวัดคิโยมิสึ

อัตราค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก:200 เยน

เวลาทำการ เปิด-ปิด: ทุกวัน 6:00 น.- 18:00 น. (บางช่วงจะมีเปิดรอบกลางคืน ตั้งแต่ 18:00 น. – 21:00 น.) ข้อมูลเวลาทำการเพิ่มเติม > www.kiyomizudera.or.jp/en/

มื่อซื้อบัตรเข้าชมเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปดูด้านในตัวอาคารหลักกันเลยค่ะ ข้างในเป็นอาคารไม้ทั้งหมด มีพุทธรูปค่อนข้างเก่า และมีการเสี่ยงเซียมซีซึ่งไม่มีเป็นภาษาอังกฤษนะคะ มีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ระดับความลัคกี้ก็มีบอกเป็นภาษาอังกฤษค่ะ แต่ว่าเนื้อหาก็อ่านยากอยู่ดี แม้ว่าเครื่องรางที่วัดนี้เขาจะโดดเด่นในเรื่องการทำนายเรื่องความรักก็ตาม ในส่วนนี้เป็นวิวทิวทัศน์ที่เราจะสามารถมองเห็นเกียวโตได้อย่างชัดเจนค่ะ ได้นายแบบจำเป็นมาอีกเช่นเคย ขากลับเราก็ต้องเดินกลับอีกด้านหนึ่งค่ะ จะเห็นเจดีย์สีแดงก่อนหน้านี้อยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างที่เราเดินก็มีร้านขายอาหารญี่ปุ่นแบบประปราย มีสวนญี่ปุ่นและต้นซากุระทั้งสวนเลยค่ะ

แล้วเดินทางกลับมาที่โตเกียวค่ะ เข้าพักที่โรงแรมแล้วเตรียมเก็บกระเป๋าไปค้างคืนที่ ทาคายาม่า ในวันพรุ่งนี้ค่ะ

Day - 2 :แพรนของวันนี้ซิวจะต้องเก็บกระเป๋าส่วนหนึ่งไปค้างคืนที่ ทาคายาม่า  แต่ก่อนจะไปซิวเดินซื้อของ เดินเล่น เที่ยวชมต่างๆ ที่ตลาด Kuromon Ichiba Market จะเป็นตลาดสด ที่จำหน่าย ผัก ผลไม้ อาหารสดเยอะแยะมากมาย มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายยา ร้าน 100 เยน ร้านดอกไม้ ร้านอาหาร อยู่รวมๆกันให้เราเลือกชิมเลือกช้อปปิ้งกันตามอัธยาศัยค่ะทางเดินรวมๆของตลาดอยู่ที่ประมาณ 580 เมตร  จำนวน 150 ร้านค้า

โดยมีประวัติยาวนานถึง 190 ปี และได้รับสมญานามว่าเป็น "ครัวแห่งโอซาก้า"

ร้านค้าส่วนใหญ่จะเปิดประมาณ 9.00 - 18.00 (แต่มีร้านบางส่วนที่เปิดรอบดึกด้วย เช่นร้านอาหารค่ะ)

การเดินทาง แนะนำทางออกที่ 10 ของสถานี Nipponbashi Station ออกจากสถานีแล้ว เดินแปปเดียวถึงตลาดเลยค่ะ ซิวเดินเที่ยวไม่นานมากค่ะ พอได้เวลา 11.00 น. ก็ต้องไปเชคเอาท์โรงแรม

ลืมบอกไป JR PASS ที่เราใช้นี้ สามารถใช้สำรองที่นั่งได้4ครั้ง ไม่รวมโนฮิบัส แต่ใช้สำรองที่นั่งชินกันเซนไม่ได้

แต่รอบแรกเช้าตรู่แบบนี้แถมเป็นต้นทาง ไม่ต้องสำรองที่นั่งหรอก ใช้ Takayama-Hokuriku Area Tourist Pass ได้สบายเลย แทบไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลยค่ะ

เริ่มเดินทางจาก  Namba station >> Shin Osaka .ใช้เวลา 20 นาที

                                Shin Osaka station >> Tokyo staion  . ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

                                Tokyo staion >> kawaguchiko station ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

เมื่อถึงสถานี kawaguchiko station  จากนั้นเราจะขึ้นรถบัสของโรงแรมไปที่พักกันค่ะ พักที่โรงแรม Tominoko hotel ค่ะ วันนี้ใช้เวลาช่วงบ่ายหมดไปกับการเดินทางซะส่วนใหญ่ค่ะ ซิวเพลียมากๆเลยค่ะ

แต่วันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ซิวอยากจะไปมากๆค่ะ เลยต้องนอนพักผ่อนให้เต็มที่เลย

Day :3 ของการเดินทางไปเมือง ทาคายาม่า

เริ่มจากการตื่นแต่เช้าเพราะเส้นทางที่ซิวไปค่อนข้างไกลพอสมควร ซิวเริ่มเดินทางจาก โรงแรม

โดยขึ้นรถไฟจากสถานี นัมบะNUMBa ไปลงสถานีโอซาก้า จากนั้นไปขึ้นรถไฟด่วน รอบ 8.40 น. เพื่อไปลงสถานี Kanasawa Astation  จากนั้นก็เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟ Hokuriku Skin Kansen  1-4 ของโบกี้นะค่ะเป็น JR Pass

สถานี Toyama เพื่อจะต่อขึ้นรถไฟไปลง  Takayama  โดยขึ้นรถไฟ Hida ลงที่สถานี Toyama ใช้เวลาเดินทางประมาน 1 ชั่วโมง ซึ่งระหว่างที่ขึ้นรถไฟนั้นก็จะมีหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยหิมะมีภูเขาล้อมรอบ

 จากนั้นหิมะก็ตกระหว่างทางซึ่งสวยมาก บรรยากาศดีสุดๆ ซิวตื่นเต้นกันมาก พอซิวลงจากสถานี Toyoma ก็เดินเข้าที่พัก โรงแรม Houshokaku hotel ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่สูงที่สุดของหมู่บ้านนี้ ทำให้เรามองลงมาจากบน ก็บรรยากาศของหมู่บ้าน Toyama จากนั้นก็เดินไปหาวิวถ่ายรูปชมบ้านเมือง

ส่วนด้านกระเป๋าที่นั้นมีที่ฝากกระเป๋าด้วยนะค่ะ เสียค่าฝากประมาณค่ะ จากนั้นเราก็เดินเที่ยวชมหมู่บ้านค่ะ เราเดินไปเรื่อยๆก็ไปสะดุดตาที่สะพานข้ามแม่น้ำค่ะ คือสวยมากค่า วิวสวยมีแม่น้ำและมีหิมะ (แอบเสียใจนิดนึงคือ วันที่เราไปหิมะไม่ตก) แล้วจากนั้นเราก็ไปขึ้นรถบัสเล็ก เพื่อจะไปจุดชมวิวของเมือง ชิวาโคว่า

เห็นเป็นหมู่บ้าน ที่เต็มไปด้วยหิมะ

เวลา 15.30น. รอจองรถบัสกลับแล้วก็รอที่ช่องทางออกที่ ตอนกลับใช้เวลาไวมากๆค่ะถึงสถานีโอซาก้าเลยค่ะ จากนั้นกลับโรงแรมที่โอซาก้า ถึงประมาณ 6โมงเย็น แล้วก็ไปเดินเที่ยวที่ย่าน        

ไปเจอร้านราเมงอยู่เจ้านึงคนต่อแถวยาวมาก ซิวเลยต่อแถวตามเค้าเพราะอยากลองชิมว่าจะอร่อยไหม ใบรายการสั่งเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยค่ะ งงมากๆ แต่โชคดีหน่อยที่มีรูปเลยสั่งตามรูปเลยค่ะ บรรยากาศในร้านเหมือนโต๊ะทำข้อสอบที่เมืองไทยอ่ะค่ะ มีไม้กั้นระหว่างโต๊ะ ราเมงก็รสชาติอร่อยค่ะ เหมาะกับหน้าหนาวมากๆ

 ต่อจากนั้นเดินไปที่ร้านเนื้อย่าง บรรยากาศในร้านยังเป็นแบบเก่าๆ อนุรักษ์ความเป็นสไตย์ญี่ปุ่นได้ดีค่ะ เจ้าของร้านน่ารักมากพูดไทยได้นิดหน่อย ยิ้มแย้มแจ่มใส เนื้อย่างอร่อยมาก ละลายในปาก เสร็จแล้วก็กลับโรงแรมค่ะ ในโรงแรมมีน้ำแร่ให้แช่ด้วยค่ะคือดีมากๆ ทำให้ซิวผ่อนคลายได้มากเลยค่ะ ส่วนตัวซิวแล้วคือชอบมากๆเลยค่ะ